ข่าว

สารพัดน้ำท่วม

สารพัดน้ำท่วม

28 ต.ค. 2553

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าขณะนี้ประเทศไทยตั้งเกือบครึ่งประเทศกำลังประสบอุทกภัยหรือกำลังจะประสบอยู่ ฉะนั้นข่าวเรื่องน้ำท่วมจึงครอบครองพื้นที่ของ “สื่อ” ต่างๆ ทุกแขนง สถานีโทรทัศน์ต่างๆ ก็ให้ความสำคัญต่อข่าวน้ำท่วมถึงกับงดรายการปกติบางรายการ ผู้คนที่ติดตามข่าวส

 เริ่มต้นตัวการใหญ่คือ น้ำฝนตกมามากในเวลาจำกัดในพื้นที่บางแห่ง จึงทำให้เกิดน้ำป่าและน้ำท่าท่วมบ้านท่วมเมือง น้ำทะเลก็มีส่วนช่วยให้น้ำในแม่น้ำลำคลองไหลออกทะเลไม่ได้โดยสะดวกก็เกิดภาวะน้ำท่วมขึ้น

 เรื่องปริมาณน้ำฝนที่ตกนั้นก็มีข้อถกเถียงกันว่าในปีนี้ฝนตกมากน้อยเพียงใด บางพวกก็บอกฝนตกหนักเป็นพิเศษในช่วงเวลาสั้นๆ แต่บางพวกก็บอกฝนปีนี้ไม่ได้ตกมากเป็นพิเศษอะไร แต่ที่น้ำท่วมก็เป็นเพราะการจัดการเพื่อระบายน้ำทำไม่ดีโดยเขตเมืองบางแห่งก็ปล่อยให้ก่อสร้างอาคารบ้านเรือนขวางทางน้ำไหล ฉะนั้นเมื่อฝนตกจึงเกิดการท่วมขังเป็นธรรมดา บางพวกไปไกลถึงว่าเรื่องการจัดการกับน้ำทำไม่ดี มีเขื่อนหลายแห่งไม่ได้ช่วยลดภาวะน้ำท่วมเลยเพราะเขื่อนแต่ละแห่งขังน้ำไว้เต็มก่อนฝนตกหนัก โดยเจ้าของเขื่อนอธิบายความว่าถ้าไม่เก็บน้ำไว้หน้าแล้งจะไม่มีน้ำใช้ ซึ่งก็ถูกสวนกลับว่าทำไมไม่ประสานงานกับหน่วยพยากรณ์ทางอากาศ เช่นกรมอุตุนิยมเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ให้ถูกต้องจะได้พร่องน้ำตามเขื่อนต่างๆ ไว้รอฝนหนัก

 ต่างคนก็ต่างพูดกันไป เราชาวบ้านก็ได้แต่งง

 น้ำท่วมครั้งนี้ได้เห็น “น้ำตา” ของชาวบ้านที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากน้ำท่วม มีภาพในจอโทรทัศน์ให้เห็นแทบทุกแง่ทุกมุมซ้ำๆ กัน แต่ส่วนมากเป็นชีวิตของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองของจังหวัดต่างๆ ไม่ค่อยได้เห็นน้ำตาของเกษตรกรซึ่งตามข่าวว่าสูญเสียถึง 2 ล้านไร่เศษ สื่อโทรทัศน์บางช่องบางรายการก็ต้องการชี้นำถึงความทุกข์ยากที่เกินความรู้สึกอันแท้จริง เช่น มีพิธีกรโทรทัศน์ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านที่น้ำท่วมอยู่พยายามให้ชาวบ้านบรรยายถึงความทุกข์ยากของตน แต่ชาวบ้านเขากลับตอบว่ารู้สึกเฉยๆ เนื่องจากเกิดน้ำท่วมบ้านเขาเกือบทุกปี เล่นเอาผู้ถามเก้อไป

 เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ไม่แต่น้ำฝน น้ำท่าและน้ำทะเล แต่ “น้ำลาย” ก็ถูกพ่นออกมาท่วมหูด้วย น้ำลายก้อนแรกก็มาจากบรรดานักพูดทั้งหลายที่อ้างว่าเป็นนักวิชาการวิชาเกิน แย่งกันออกมาแสดงความเห็นทางสื่อต่างๆ แต่น้ำลายที่น่ารังเกียจคือน้ำลายที่ใช้ “เชลียร์” นาย ทำให้คิดไปไกลว่ามีผู้คนในภาครัฐหลายคนที่เก่งแต่แก้ตัวแต่ไม่ชำนาญในการแก้ปัญหา และก็เก่งในการเชลียร์เพื่อให้ได้ตำแหน่งมา ฉะนั้นเมื่อบ้านเมืองประสบปัญหาจึงเป็นอย่างที่เห็นกันอยู่นี้

 น้ำสำคัญที่ปรากฏในวิกฤติการณ์น้ำท่วมครั้งนี้คือ “น้ำใจ” ซึ่งหลั่งไหลไปช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างท่วมท้น มีการบริจาคเงินและข้าวของกันอย่างไม่อั้นซึ่งสะท้อนภาพอันแท้จริงของสังคมไทยที่จะช่วยเหลือเจือจานกันในยามทุกข์ยาก เป็น “ความปรองดองตามธรรมชาติ” ไม่ต้องให้ใครมานั่งกรอกหูเช้าเย็น สังคมไทยนั้นโดยธรรมชาติถ้าเหตุการณ์ปกติก็มักจะขัดแย้งกันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่ว่าในองค์กรหรือชุมชนไหนๆ แม้กระทั่งในวัดวาอารามหรือในสำนักปฏิบัติธรรมก็ไม่ได้มีการยกเว้น แต่ถ้ามีเหตุเภทภัยผู้ที่ขัดแย้งกันก็จะหันหน้าเข้าปรองดองกันเอง การจงใจสร้างความปรองดองก็เหมือนตื่นให้เช้าส่องกระจกตัวเองแล้วเห็นจมูกตัวเองไม่โด่งก็ต้องวิ่งหาหมอกันวุ่นวาย อย่างที่เป็นอยู่ในบ้านเรา

 สุดท้ายต้องไม่ลืมคำคมของไทยเกี่ยวกับน้ำที่ว่า “ระวังน้ำลดตอผุด” เป็นคำเตือนสำหรับผู้ที่ “น้ำลายสอ” จากการได้ยินว่ารัฐบาลจะเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพร้อมทั้งผ่อนคลายกฎระเบียบให้เบิกเงินง่ายขึ้น ระวังตอจะผุด

นายหนูใหญ่ /[email protected]