
อภิสิทธิ์เล็งเร่งกระบวนประชาคมอาเซียน
"นายกฯ"เตรียมถกอาเซียนที่เวียดนามจะเร่งกระบวนการประชาคมอาเซียนและความร่วมมือด้านต่างๆ ในภูมิภาคให้ประสบผลสำเร็จ
(27ต.ค.) ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กับโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยถึงการเดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 17 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่ประเทศเวียดนาม ระหว่างวันที่ 28-30 ต.ค. นี้ว่า เป็นการประชุม 14 เรื่อง ทั้งเรื่องอาเซียนด้วยกันเอง และอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา อาเซียน+ 3 และอาเซียน+ 6 และขณะนี้ก็จะเป็น อาเซียน + 8 เนื่องจากจะมีรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐและรัสเซียเข้าร่วมประชุมด้วย แล้วยังมีการประชุมพิเศษระหว่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ รัสเซีย สหประชาชาติ มีการประชุมระดับผู้นำ เรื่องโครงการสามเหลี่ยมเขตเศรษฐกิจ และพบปะภาคธุรกิจอาเซียน
ประเด็นหลักๆ ที่สำคัญ คือความเชื่อมโยงที่จะมีแผนแม่บท ออกมาและจะเป็นการกระตุ้นเพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนในอีก 5 ปีข้างหน้า ทั้งการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคม และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชนถึงประชาชน ส่วนความร่วมมือระหว่างอาเซียน เช่นเรื่องภัยพิบัติ รัฐมนตรีกลาโหมของอาเซียนจะมีการจัดทำแผนและกองทุนเพื่อช่วยเหลือภัยพิบัติ ซึ่งน่าจะเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน ส่วนสต๊อกสำรองข้าวก็มีความก้าวหน้าไปมากพอสมควร แต่ยอมรับว่าจะต้องมีการเจรจาเพื่อปรับโครงสร้างไปสู่การเป็นการถาวร ขณะเดียวกันเรื่องเหล่านี้ รวมถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน จะมีความต่อเนื่องจากการประชมุครั้งที่แล้ว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในการพบปะประเทศคู่เจรจาคงให้ความสำคัญเกี่ยวกับ การเข้ามามีส่วนร่วมกับการเชื่อมโยงต่างๆ ที่จะมีขึ้น เช่น จีนที่เข้ามาทำเรื่องรถไฟกับลาว และจะมีการติดต่อเจรจากับไทยต่อไป นอกจากนั้น จะเป็นการหารือประเด็นปัญหาในภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงทางทะเล และการก่อการร้าย ในขณะที่ด้านเศรษฐกิจ เชื่อว่าหลายประเทศ ต้องการให้เกิดความมั่นใจว่าในการประชุมกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำและเศรษฐกิจเกิดใหม่ 20 ประเทศ หรือ จี 20 ที่จะมีขึ้นในประเทศเกาหลีจะต้องเร่งดำเนินการได้ใน 3 เรื่อง คือ การปฏิรูประบบการเงินและองค์กรหลัก อาทิ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) นอกจากนี้มีเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนที่มีปัญหาในภูมิภาคและเรื่องที่จะให้ จี 20 สนใจเรื่องการพัฒนา การแก้ไขปัญหาความยากจน เพราะที่ผ่านมา จี 20 เน้นเรื่องการเงิน กับเรื่องปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ครั้งนี้การประชุมต้องการให้จี 20 ใส่ใจเรื่องการพัฒนามากขึ้นเพื่อประโยชน์ของประเทศในภูมิภาค
นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า ในส่วนของอาเซียนจะมีการหารือกันเรื่องค่าเงินบาท และในส่วนของประเทศไทย ในด้านเศรษฐกิจ จะถือเป็นตัวเชื่อมสำคัญ เข้าไปสู่ประเทศที่เป็นสมาชิกใหม่ในการเร่งเพื่อให้เกิดการรวมตัวทางด้านเศรษฐกิจเนื่องจากจะมีเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาเกี่ยวข้อง ดังนั้น ไทยจะใช้รูปแบบในเรื่องของความร่วมมือ 3 ฝ่าย คือ เราจะเป็นหุ้นส่วนกับบรรดาองค์กรต่างๆ และประเทศที่สนใจ ในการเข้าไปกระตุ้นการพัฒนากับประเทศข้างเคียง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเป็นตัวเชื่อมสำคัญที่จะเชื่อมไปสู่ ลาว เวียดนาม กัมพูชา และพม่า
“ ที่เราเห็นแล้วตอนนี้ พอเราเริ่มที่จะผลักดันการเป็นประชาคมอาเซียน โดยเริ่มจากเขตเสรี และเปิดเสรีในสินค้าหลายตัว จะเห็นได้ว่าพอเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว การค้าในภูมิภาคนี้ ขยายตัวเร็วมาก และนี่คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคนี้เติบโตได้ค่อนข้างมาก ผมยังมองว่าศักยภาพของตัวนี้ ยังมีอีกเยอะ เพราะฉะนั้นจะมีการหยิบยกเรื่องปัญหาอุปสรรคในแง่ของการกระตุ้นการค้า เช่นปัญหาการขนส่งสินค้าข้ามแดน ที่ยังมีปัญหาอยู่ให้ได้รับการแก้ไข ” นายกรัฐมนตรี กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไทยจะแสดงจุดยืนต่อประเทศคู่เจรจาในการเป็นศูนย์กลางอาเซียนในกรอบความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออก และภูมิภาคอื่นที่ไกลกว่านั้นเพื่อปูทางไปสู่เอเปคด้วย ซึ่งไทยก็เป็นประเทศหนึ่งในการผลักดันเรื่องกรอบความร่วมมือมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นเรามีส่วนสำคัญที่จะให้ข้อคิดเห็นในการออกแบบตัวโครงการความร่วมมือต่อไปในอนาคต
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องประชาคมอาเซียน ว่า ขณะนี้มีความคืบหน้าตามลำดับ แต่ข้อจำกัดอยู่ที่กฎระเบียบภายในทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งต้องพยายามเร่งรัด ยกเลิก หรือปรับปรุงแก้ไขให้เร็วที่สุด แต่ปัจจุบันมีระบบการให้คะแนนติดตามอยู่แล้ว ซึ่งเลขาธิการอาเซียนจะนำเสนอว่าประเทศไหนก้าวหน้าอย่างไร ซึ่งสิ่งที่ไทยอยากเห็นมาก คือการร่วมมือพัฒนาด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรมและความมั่นคง แม้ว่าจะมีกลไกลเรื่องสิทธิมนุษยนชนอาเซียน สิทธิเด็กและสตรี แต่ยังไม่มีปัญหาเรื่องการผลักดันให้ก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับยังมีปัญหาอยู่ ดังนั้นไทยจะผลักดันในเรื่องการมีส่วนร่วมภาคประชาชนให้มากที่สุด
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเดินทางไปประเทศเวียดนามครั้งนี้ จะร่วมประชุมสุดยอดสมัยพิเศษอาเซียนกับสหประชาชาติ ที่ได้มีการดำเนินการประชุมมา 3 ครั้งแล้วก่อนหน้านี้ ซึ่งในส่วนของไทยก็มีบทบาทที่ยูเอ็นให้ความสำคัญมาก คือการส่งกำลังไปที่ดาฟู ประเทศแอฟริกา และยังร้องขอกำลังสนับสนุนเรื่องตำรวจหญิงในงานของสหประชาชาติด้วย อย่างไรก็ตามมีสำนักงานสหประชาชาติในไทยค่อนข้างมาก และไทยก็จะใช้ประโยชน์จากสำนักงานเหล่านี้ในการร่วมมือกับภูมิภาคให้มากขึ้นด้วย ขณะเดียวกันสหประชาชนก็มุ่งหวังเข้าไปช่วยพัฒนาประเทศต่าง ๆ ให้มากขึ้น เช่น พม่า ที่ต้องการให้ไทยมีส่วนร่วมด้วย
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า หากมีการพบกับผู้นำประเทศต่างๆ ก็จะมีการพูดคุยถึงสถานการณ์การเมืองของไทยอยู่แล้ว ซึ่งพร้อมชี้แจงให้ทราบข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา เพราะถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และส่วนใหญ่ได้มีโอกาสพบกับผู้นำประเทศต่างๆ ในการเข้าร่วมประชุมที่กรุงบรัสเซล และสหรัฐฯ แล้ว ตนเห็นว่า สิ่งสำคัญที่จะพูดคุยห่วงใยกันมากคือเรื่องของภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหลายประเทศของภูมิภาคอาเซียนมากกว่า อย่างไรก็ตาม คาดว่าการประชุมครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของอาเซียนในการเร่งรัดกระบวนการประชาคมอาเซียนและแผนแม่บทการเชื่อมโยงสำคัญ และหากสามารถผลักดันกลไกลทางเศรษฐกิจให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วขึ้น เช่น เรื่องข้าว กองทุนภัยพิบัติ ก็จะทำให้อาเซียนเข้มแข็งมากขึ้น ทั้งนี้มั่นใจว่าการประชุมครั้งนี้ น่าจะประสบความสำเร็จแม้จะไม่ร้อยเปอร์เซนต์ เพราะเชื่อว่าทุกคนตระหนักดีว่า อย่างน้อยด้านเศรษฐกิจถ้ามีตลาดเดียวเราก็จะยืนเคียงข้างตลาดใหญ่ได้
นายกษิตย์ ภิรมย์ รัฐมนตรีต่างประเทศของไทย เปิดเผยก่อนเข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของคณะรัฐมนตรีต่างประเทศสมาคมอาเซียน ในเย็นวันนี้ว่า แผนการเชื่อมโยงและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียน (ASEAN Connectivity) จะช่วยเป็นสะพานข้ามช่องว่างของการพัฒนา ภายในกลุ่มประเทศสมาชิก และปรับปรุงบรรยากาศแข่งขันโดยรวมให้ดีขึ้น
นายกษิตย์ ยังกล่าวด้วยว่า แผนการนี้จะนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง อันเป็นประโยชน์ต่อทุกคนในภูมิภาค ที่จะกลายเป็นประชาคมเดียวกัน ในปี 2558 และขณะนี้ได้มีการร่วมมือกันในหมู่สมาชิกอาเซียน และความช่วยเหลือจากเอสแคพ และเอดีบี ในการทำให้แผนนี้กลายเป็นจริงขึ้นมา ซึ่งจำเป็นต้องใช้งบประมาณ 770,000 ล้านดอลล่าร์ ในการลงทุนเป็นเวลา 10 ปี
สมาชิกอาเซียนเอง ก็จะต้องระดมทุนภายในประเทศ และขอความร่วมมือจากองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันว่า โครงการด้านสาธารณูปโภคต่าง ๆ จะสำเร็จลุล่วงตามแผนขณะที่ภาคเอกชนในอาเซียน ก็มีบทบาทสำคัญในเรื่อการลงทุนด้วยเช่นกัน
บรรดาผู้นำอาเซียนจะประกาศใช้ แผนการเชื่อมโยงและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานในอาเซียน ตอนที่พวกเขาประชุมสุดยอดร่วมกันที่ฮานอย ในวันศุกร์นี้ แผนนี้เสนอโดยนายอภิสิทธิ์ และร่างโดยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญในกลุ่มอาเซียน เมื่อช่วง 1 ปีที่ผ่านมา โดยมีรายละเอียดของโครงการและความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค , ให้มีการเชื่อมโยงกันระหว่างสถาบันต่าง ๆ และการติดต่อกันระหว่างประชาชนต่อประชาชน



