
มาร์คตรวจระบบระบายน้ำกทม.จับตา7-8พ.ย.
นายกฯ ตรวจระบบระบายน้ำกทม. เตือนจับตาสถานการณ์น้ำใน กทม. 7-8 พ.ย.นี้ รับปีหน้าอาจมีน้ำท่วมอีก อ้างสร้างระบบทั้งหมดไม่ทัน "สุขุมพันธุ์"เล็งย้ายชุมชนนอกแนวเขื่อนหลังสถานการณ์ท่วมคลี่คลาย
เมื่อเวลา 11.00น. วันที่ 27 ต.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ในฐานะส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังอาคารสำนักการระบายน้ำ ชั้น 6 ภายในศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.) 2 ตรวจความพร้อมศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ(สนน.) กรุงเทพมหานคร โดยมีม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ และนายสัญญา ชีนิมิต ผู้อำนวยการสำนักระบายน้ำ กล่าวรายงานสถานการณ์น้ำและการเตรียมความพร้อมรับปัญหาน้ำท่วม
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า กรุงเทพมหานคร(กทม.) มีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะตอนนี้การแก้ไขปัญหาและการช่วยเหลือประชาชนในภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน ต้องอาศัยกลไกของกทม.อย่างมากในการผลักดัน ประสานงาน และสนับสนุนการช่วยเหลือได้ ดังนั้นถ้ากทม.ประสบภัยเสียเอง นอกจากจะทำให้ชาว กทม.มีความเดือดร้อนแล้ว ก็จะทำให้การทำงานของทุกภาคส่วนของสังคมในการช่วยเหลือประชาชนที่อื่นๆมีความยากลำบาก เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญที่เราต้องดูแลให้ดีที่สุด และแม้เราเปลี่ยนธรรมชาติไม่ได้ แต่เราต้องพยายามเกาะติดสถานการณ์ ถ้ามีอะไรเปลี่ยนจากที่เราคาดการณ์วางแผนไว้ ก็ต้องตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว สำหรับการดูแลประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ โดยเฉพาะนอกแนวคันกั้นน้ำ ก็ต้องมีการช่วยเหลืออยู่อย่างต่อเนื่อง
นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ตนคิดว่าเราต้องอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ไปอีกระยะหนึ่ง โดยสถานการณ์ที่หลายคนเคยกังวล จะกลับมาอีกครั้งในช่วงต้นเดือน พ.ย.นี้ ประมาณวันที่ 7-8 พ.ย.นี้ ดังนั้น การดูแลตรงนี้จึงต้องมีต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การเชื่อมโยงประสานระหว่าง กทม.กับรัฐบาลหรือกระทรวงมหาดไทยที่เรียบร้อยดีนั้น เป็นสิ่งสำคัญและทำให้การประสานงานเป็นไปอย่างราบรื่น
ต่อมาเมื่อเวลา 11.40 น. คณะของนายกรัฐมนตรี และผู้ว่าฯกทม. ได้เดินทางมาถึงสถานีสูบน้ำคลองขุดวัดช่องลม สนน. กทม. เพื่อลงพื้นที่ตรวจอุโมงค์ระบายน้ำที่มาจากบึงมักกะสันลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จากนั้น นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงวิกฤตสถานการณ์น้ำ ว่า คงจะดูอีก 1 - 2 วัน แต่ขณะนี้ถ้าระดับเป็นอย่างนี้จะไม่มีปัญหา ซึ่งระบบของกทม.การใช้อุโมงค์ระบายน้ำยังเป็นไปด้วยความเรียบร้อย แต่ตนได้ฝากไว้ คือ 1 .ต้องมีการช่วยเหลือเยียวยาชุมชนที่อยู่ริมแม่น้ำที่เขาได้รับผลกระทบแน่นอน ซึ่งขณะนี้มีกว่า 1,000 ครัวเรือน 2 .แม้พ้นช่วงนี้ไปช่วงต้นเดือนหน้า แต่ยังเป็นสถานการณ์ที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด 3 .จะมีพื้นที่ทางตะวันออกของ กทม.ซึ่งอยู่ด้านนอก ต้องมีการติดตามสถานการณ์ เพราะเมื่อ 4 ปีที่แล้วพื้นที่นี้เคยเกิดปัญหาน้ำท่วม และมีที่อยู่อาศัยและพื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหาย เพราะมีการเชื่อมการระบายน้ำที่ลงมาจากทางเหนือแล้วอ้อมมาทางตะวันออก ซึ่งตนขอให้เขาช่วยติดตามเป็นพิเศษ
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนการสนับสนุนการทำอุโมงค์ระบายน้ำนั้น ขณะนี้มีโครงการที่เสนอไปยังกระทรวงมหาดไทย ซึ่งคงจะดูว่าเร่งสนับสนุนอย่างไร ส่วนถนนต้องดูว่าจะใช้ระบบไหน บางที่ถนนเป็นคันอยู่ ซึ่งจะแต่ต่างในแต่ละพื้นที่ อย่างไรก็ตามการวางระบบบริหารจัดการน้ำทั้งประเทศต้องทำแน่นอน แต่สิ่งที่หลายพื้นที่ในขณะนี้ต้องทำซึ่งทำได้เร็วกว่าคือการดูแลสิ่งก่อสร้างที่ขวางทางน้ำ
“ปัญหาในหลายพื้นที่และหลายจังหวัด ซึ่งเป็นจุดที่ตนคิดว่าจะต้องเร่งทำหลังจากช่วงสถานการณ์นี้ผ่านไป เดี่ยวพอสถานการณ์ผ่านไปอยากให้ประเมินในแง่ของผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชน ซึ่งจะประสบปัญหาอย่างนี้เกือบทุกปีว่าจะมีทางอย่างไร ในการที่จะพูดคุยกับชาวบ้านว่าจะหาทางอย่างไร”
ผู้สี่อข่าวถามว่าจะอพยพประชาชนในพื้นที่เลยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ ต้องอยู่ที่ความสมัครใจ แต่ก็น่าคิดเพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหาเกือบทุกปี ” เมื่อถามว่า ในส่วนของจังหวัดนครราชสีมา สนามกีฬาที่สร้างใหม่ มีส่วนขวางทางน้ำ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะไปตรวจสอบว่าเป็นความจริงมาน้อยเพียงใด
เมื่อถามว่า ประชาชนจะต้องอยู่ในสภาพน้ำท่วมไปอีกนานแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แล้วแต่พื้นที่ ถ้าไล่ลงมาเริ่มมีพื้นที่ที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่ยังมีพื้นที่ที่น้ำยังไปไม่ถึง ฉะนั้นอย่างน้อยอีกหลายสัปดาห์กว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะผ่านพ้นไป ซึ่งจะต้องดูในช่วง 2 สัปดาห์ต่อจากนี้ไปด้วย เมื่อถามว่า สถานการณ์ภาพรวมขณะนี้จะกระทบต่อจีดีพีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในวันที่ 1 พฤศจิกายน จะให้เขาประเมินมาอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ยังไม่สามารถบอกได้ แต่ทั้งหมดอยู่ในช่วงนี้ด้วย เพราะหากกทม.และปริมณฑลได้รับผลกระทบตรงนี้จะหนัก เพราะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจล้วนๆ
เมื่อถามว่า ตัวฉุดจีดีพีมีอะไรบ้าง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เหตุน้ำท่วมเป็นปัญหาอยู่แล้ว และความชะงักงันที่เกิดขึ้น ซึ่งในวันที่ 1 พ.ย.นี้ นอกการประเมินความเสียหายจะมีประเด็นที่มีมาตรการเกี่ยวกับผู้ประกอบการ ซึ่งทางหน่ยวยงานเขาได้เสนอมาแต่ตนไม่อยากให้เกิดความสับสน เพราะในการประชุมครม.ต้องการดูแลประชาชนก่อน
เมื่อถามว่า มีเสียสะท้อนว่าเงินช่วยเหลือ 5,000 บาทต่อครัวเรือน อาจจะช้าเกินไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะเร่งให้เร็วที่สุด ตนพูดเผื่อไว้ก่อน คิดว่าพอเขาเสนอรูปแบบวิธีการมาได้ ยอมรับว่าพอเร็วการตรวจสอบจะไม่เข้มข้นเท่าที่บางฝ่ายอยากจะเห็น ฉะนั้นต้องหาความพอดี อย่างไรก็ตามการช่วยเหลือขณะนี้ตนเรียนตรงๆว่าไม่มีที่ไหนที่จะบอกได้เต็มปากเต็มคำว่าได้ช่วยเหลือ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ตราบใดที่การสื่อสารทำได้ จุดไหนที่มีปัญหาขอให้แจ้งมาเราจะส่งคนเข้าไป
เมื่อถามว่า ยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาหลังจากนี้จะแก้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีการดำเนินการสั่งการไปก่อนที่น้ำท่วมแล้ว ซึ่งเราได้พูดถึงการบริหารจัดการลุ่มน้ำที่เป็นโครงการการระบายน้ำทั้งหมดรวมถึงสิ่งก่อสร้าง ความจริงพูดและเป็นมติครม.ไปก่อนที่น้ำท่วม เพราะสิ่งเหล่านี้มันไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาเป็นวัน มันต้องเป็นเดือนหรือปี ที่ตนไม่ได้พูดมากตอนนี้เพราะไม่ต้องการให้เกิดความสับสน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากยังมีความกังวลและเครียดกับสถานการณ์เฉพาะหน้า แต่ถ้าเราเร่งพูดในเรื่องเหมือนกับเหตุการณ์ปกติ มันกระทบความรู้สึกของเขาเหมือนกัน แต่ไม่ได้ละเลยแน่ เราไม่ปล่อยผ่านไป
เมื่อถามว่า ในปี 2554 จะต้องเจอปัญหาน้ำท่วมอีกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปีหน้าก็อาจจะมีหลายพื้นที่ เพราะอย่าลืมว่าโครงการเวลาเราทำมันไม่ได้เสร็จภายในปีเดียว เช่น อุโมงค์ระบายน้ำ ต้องใช้เวลา 3 ปีในการก่อสร้าง ฉะนั้นในหลายพื้นที่ที่ต้องปรับปรุงโครงการระบายน้ำที่เป็นระบบทั้งหมดต้องใช้เวลา เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์ว่าการช่วยเหลือล้าช้า เช่น เงินภัยแล้งยังไม่ถึงประชาชน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หลังตนเข้ามาตนไล่จ่ายเงินที่ค้างมา 2 - 3 ปีเกือบหมดแล้ว เหลือในช่วงนี้ซึ่งถ้าเราใช้วิธีปกติมันจะช้า เราถึงได้ตัดสินใจจ่าย 5,000 บาท แล้วจะมีส่วนอื่นที่ตามมา อย่าลืมว่าขณะนี้สถานการณ์ยังไม่นิ่ง บางพื้นที่ให้เขาเข้าไปสำรวจความเสียหายยังไม่ได้ แต่พื้นที่ไหนที่น้ำลดกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าได้เตรียมการและเริ่มดำเนินการแล้ว แต่เราต้องอยู่กับความเป็นจริงอย่างพื้นที่ปทุมธานี นนทบุรี ยังต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และปัญหาขยายวงอยู่ เราจะให้เจ้าหน้าที่ทำในเรื่องอื่นไมได้ เจ้าหน้าที่ต้องช่วยเหลือประชาชนเฉพาะหน้าก่อน
"สุขุมพันธุ์"เล็งย้ายชุมชนนอกแนวเขื่อน
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า ภายหลังจากที่ กทม.ประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ ตั้งแต่ปี 2526 เป็นต้นมา ระบบการระบายน้ำท่วมของ กทม.ได้เริ่มพัฒนาขึ้นมา จนถึงปัจจุบันนี้ถือว่าระบบของ กทม.ดีที่สุด โดยมีคันกั้นน้ำยาว 72 กิโลเมตร และแนวเขื่อนยาว 75 กิโลเมตร ประตูระบายน้ำ 214 แห่ง สถานีสูบน้ำ 157 แห่ง มีกำลังการระบายน้ำได้ 1,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที พร้อมกันนี้ยังมีอุปกรณ์เคลื่อนที่ และเครื่องสูบน้ำ ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม.ได้เป็นอย่างดี ขณะที่ในอนาคต กทม.มีแผนที่จะพัฒนาระบบการระบายน้ำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีโครงการก่อสร้างอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่จากบึงหนองบอน ลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา และโครงการจัดหาพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติม จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 21 แห่ง สามารถรับน้ำได้ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจเรื่องความปลอดภัยให้ประชาชนได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างนายกฯ ตรวจศูนย์ป้องกันน้ำท่วม ได้สอบถามถึงสถานการณ์น้ำทะเลหนุนในวันที่ 28 ต.ค. รวมถึงวันที่ 7 - 8 พ.ย. ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าน้ำทะเลจะหนุนสูงสุดในรอบปี 1.32 เมตร โดย กทม.ยืนยันว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาวันที่ 28 ต.ค. กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือคาดการณ์ว่า จะสูง 2.15 เมตร ขึ้นสูงสุดเวลา 11.40 น. ส่วนสถานการณ์ในวันที่ 7- 8 พ.ย. เชื่อว่าไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากมวลน้ำเหนือได้ทยอยเข้ามาบางส่วนแล้ว และคาดว่าปริมาณน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาและเขื่อนพระราม 6 ที่ไหลเข้า กทม.จะไม่เกิน 4,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที
จากนั้นเวลา 11.30 น. คณะนายกฯ และผู้ว่าฯ กทม. ได้เดินทางไปตรวจอุโมงค์ระบายน้ำวัดช่องลม ช่องนนทรี เขตยานนาวา ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เปิดเผยภายหลังว่า หลังจากที่ได้รายงานสถานการณ์น้ำและการเตรียมความพร้อมป้องกันปัญหาน้ำท่วม นายกฯ ได้กำชับให้ กทม.เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในช่วงวันที่ 7-8 พ.ย. น้ำทะเลจะหนุนสูงอีกครั้ง ประกอบกับปริมาณน้ำจากทางภาคเหนือยังทยอยไหลบ่าลงมาอีก รวมถึงในช่วงหลังจากวันที่ 8 พ.ย. เพราะตนไม่เชื่อว่าปริมาณน้ำเหนือจะลดลง นอกจากนี้ นายกฯ ยังแสดงความห่วงใยชุมชนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำริมเจ้าพระยาของ กทม. ซึ่ง กทม.เองก็ให้ความสำคัญมาโดยตลอด มีการพยายามเจรจากับเจ้าของบ้านเรือนที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ซึ่งถือว่ารุกล้ำที่สาธารณะ แต่เจ้าของไม่ยินยอม แต่ กทม.จะเดินหน้าเจรจาต่อไป เพราะไม่อยากใช้มาตรการรุนแรงด้วยการนำกฎหมายมาบังคับใช้ ขณะเดียวกันต้องอาศัยความร่วมมือจากกรมเจ้าท่าในฐานะเจ้าของที่ดินด้วย ซึ่งที่ผ่านมายังไม่แสดงท่าทีว่าจะร่วมมือกับ กทม.ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวด้วยว่า หลังจากสถานการณ์น้ำผ่านพ้นไป กทม.จะเข้าไปเจรจากับชุมชนต่างๆ ที่ตั้งอยู่นอกแนวคันกั้นน้ำอีกครั้ง โดยจะชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์น้ำในปีนี้หนักมาก และขอให้เจ้าของบ้านยอมเสียสละเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวม อีกทั้งการอาศัยอยู่นอกแนวคันกั้นน้ำยังทำให้ความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สินน้อยลง ขณะเดียวกันจะต้องลดความกังวลในการจัดหาที่พักอาศัยให้ในระยะยาวให้กับชาวบ้านด้วย ทั้งนี้หากการเจรจาในเบื้องต้นไม่สำเร็จ กทม.ยังไม่สามารถทำความเข้าใจที่ตรงกันกับชาวบ้านได้ ตนอาจจะเข้าไปเจรจาด้วยตัวเอง
“อภิรักษ์”วางมาตรการระยะยาวฟื้นฟูสภาพจิต - ที่อยู่อาศัย หลังน้ำลด
เมื่อเวลา 14.30 น. นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย แถลงข่าวสถานการณ์น้ำท่วมว่า สถานการณ์ในวันนี้จะมีเรื่องการแจ้งเตือนภัยประชาชน ในเรื่องปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักในภาคเหนือในพื้นที่ จ.พิษณุโลก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ และพื้นที่ใกล้เคียงที่มีฝนตกหนักตั้งแต่เมื่อคืนประมาณ 130 มิลลิเมตร ซึ่งจะส่งผลทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในพื้นที่เหล่านี้
นายอภิรักษ์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของจ.ชุมพร และประจวบคีรีขันธ์ตอนล่าง จะมีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ ส่วนบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาภาคกลาง ทางกรมชลประทานก็พยายามที่จะบริหารจัดการให้ปล่อยประมาณน้ำลงในพื้นที่นนทบุรี กรุงเทพฯ และปทุมธานี ให้น้อยที่สุดไม่เกิน 3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งในวันนี้ (27 ต.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น. ปริมาณน้ำไม่เกินระดับ 2.50 เมตรที่เป็นคันกั้นของกทม. แม้ว่าจะมีผลประทบต่อประชาชนที่อยู่นอกแนวเขื่อน แต่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากคือในพื้นที่จ.นนทบุรี และปทุมธานี
นายอภิรักษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ได้มีการหารือถึงปริมาณน้ำที่มีการเคลื่อนจากลุ่มแม่น้ำชี แม่น้ำมูล ซึ่งทางศูนย์ได้ประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อทำแบบจำลองในเรื่องการเคลื่อนตัวของน้ำที่จะไปในจ.อุบลราชธานี ก่อนที่จะลงสู่แม่น้ำโขงอีกด้วยเพื่อรับมือสถานการณ์ และได้มีการเตรียมมาตรการระยะยาวในเรื่องของการฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ เพราะหลายพื้นที่น้ำเริ่มลดแล้ว ก็จะเข้าไปฟื้นฟูสภาพที่อยู่อาศัย สภาพความเป็นอยู่และเส้นทางสัญจร วัด มัสยิด โรงพยาบาล โรงเรียน และจะมีการร่วมมือกับกรมส่งเสริมสุขภาพเข้าไปสำรวจเยียวยาจิตใจ เพื่อสะท้อนความต้องการของประชาชนในพื้นที่
นายอภิรักษ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการที่ช่วยเหลือจะพยายามให้เร็วที่สุด เพราะมีประชาชนได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก โดยจะให้มาตรการการจ่ายเงินผ่านเครือข่ายธนาคาร ที่ประชาชนสะดวกที่สุดและมีวิธีการตรวจสอบให้รวดเร็ว โปร่งใส โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)จะเป็นผู้ตรวจสอบหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือ เชื่อว่าน่าจะเร็วที่สุดเพราะนายกฯได้เน้นย้ำอยู่ตลอด ทั้งนี้สำหรับการจ่ายเงินชดเชยผู้เสียชีวิตจะได้รับจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย จะได้รับรายละ 5 หมื่นบาท โดยหากรวมกับที่ปภ.จ่ายเพิ่มอีก สำหรับหัวหน้าครอบครัวที่เสียชีวิต ได้เพิ่มอีก 5 หมื่น ส่วนสมาชิกในครอบครัวจะได้รายละ 25,000 บาท



