ข่าว

อภิสิทธิ์ชี้น้ำท่วม4ปัจจัยกระทบศก.ไทย

อภิสิทธิ์ชี้น้ำท่วม4ปัจจัยกระทบศก.ไทย

27 ต.ค. 2553

"นายกฯ"ระบุ 4 ปัจจัยเสี่ยงทั้งการเมือง ภาวะเศรษฐกิจโลก ความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจ และภัยธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจไทย เผยเร่งดำเนินมาตรการแก้ปัญหา

(27ต.ค.)  เมื่อเวลา 09.30 น.  ที่โรงแรมเซนทาราแกรนด์ลาดพร้าว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานสัมมนาเศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างเข้มแข็งแล้วจริงหรือ? และปาฐกถาพิเศษในหัวข้อเรื่อง “ ความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยกับการรับมือของรัฐบาล ” ซึ่งจัดโดยสมาคมผู้สื่อขาวเศรษฐกิจ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงหลัก 4 ประการที่จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ

 ประการแรกคือปัญหาด้านการเมืองซึ่งในปีหน้ายืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งแน่นอน เพราะตนไม่ต้องการอยู่ครบเทอม ความเสี่ยงด้านที่สองคือตัวภาวะเศรษฐกิจโลก ความหมายคือภาวะเศรษฐกิจของแต่ละประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญ และเป็นหุ้นสำคัญของเศรษฐกิจไทย ซึ่งต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจหลายประเทศ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรปยังอยู่ในฐานะซึ่งต้องต่อสู้กับภาวะวิกฤติในรอบที่ผ่านมา ทั้งความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อแก้ปัญหาการว่างงาน แต่ก็มีข้อจำกัดเพราะมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นมาก รวมถึงข้อจำกัดในการใช้นโยบายทางการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ หรืออย่างประเทศอังกฤษที่เริ่มที่จะปรับฐานะทางการคลังให้กลับสู่ภาวะปกติและกำลังจะประกาศและดำเนินนโยบายที่จะต้องปรับลดงบประมาณอย่างมหาศาล ก็ยังเป็นจุดเปราะบางว่าการบริหารเศรษฐกิจเหล่านี้จะสามารถหาความสมดุลได้หรือไม่ ถือเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทยที่เป็นระบบเศรษฐกิจเปิด แต่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการส่งออกและเศรษฐกิของไทยคงไม่มากเท่ากับปลายปี 2551   ในทางกลับกันแม้เศรษฐกิจโลกจะมีปัญหาแต่ก็ยังมีตลาดที่ยังเติบโตต่อเนื่องทั้งจีน และอินเดีย หรือแม้แต่ประเทศในแถบตะวันออกกลาง

                นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ความเสี่ยงข้อที่สามคือเป็นปัญหาเรื่องความไม่สมดุลที่เกิดจากเศรษฐกิจโลกที่สะท้อนในรูปแบบของการเข้า-ออกของเงินทุน รวมทั้งอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งค่าบาทแข็งนั้นปัญหาที่แท้จริงมาจากเงินดอลลาร์ ซึ่งต้องยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวไม่หายไปง่ายๆ ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังพยายามใช้นโยบายการเงิน นโยบายภายในประเทศเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของตัวเองให้หลุดพ้นจากสภาพการว่างงานสูง อีกทั้งเงินจำนวนมากก็มีแนวโน้มที่จะไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อ่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อีกทั้งเศรษฐกิจไทยเองยังคงเกินดุลในด้านบัญชีเดินสะพัด ปัจจัยพื้นฐานทั้งหมดก็จะหนุนให้อัตราแลกเปลี่ยนของไทยแข็งขึ้น   ความผันผวนดังกล่าวจะเป็นปมปัญหาซึ่งจะคลี่คลายได้ต้องคลี่คลายโดยการประสานงานระดับโลก ซึ่งยอมรับว่าการแก้ปัยหาค่อนข้างยากเพราะเป็นเรื่องของเงินดอลลาร์บวกกับเงินหยวน และปัญหาอีกหลายสกุลเงิน

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ปัญหาสุดท้ายคือภัยธรรมชาติ ที่ส่งผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งในส่วนของประเทศไทยถือว่าส่งผลกระทบมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นขณะนี้เกษตรกรที่ปลูกข้าวได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคกลาง ภาคอีสานบางส่วน

                นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปี 2553 ถือเป็นปีที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบจากวิกฤติที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2551 แต่จากการเดินหน้าในการเร่งหามาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวขึ้นมา รวมถึงการที่เศรษฐกิจโลกสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าที่คาดไว้ อย่างไรก็ตามภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาคถ้าดูจากภาวะเงินเฟ้อ และภาวะการว่างงาน ซึ่งถือเป็นปัญหาหลักและใหญ่ที่สุดจะพบว่าประเทศไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจโดยสามารถบริหารจัดการให้ภาวะการว่างงานไม่พุ่งสูงขึ้นมาและปรับเข้าสู่ภาวะปกติ ปัจจุบันเหลือเพียงร้อยละ 1 อย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้ามปัจจุบันกลับมีปัญหาการขาดแคลนแรงงานเกิดขึ้นในหลายภาคการผลิต ถือเป็นความเข้มแข็งของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ส่วนภาวะเงินเฟ้อแม้จะอยู่ที่ร้อยละ 3.51 หรืออาจจะมากกว่าเล็กน้อย ก็ยังถือว่าอยู่ในเป้าหมายหรือกรอบที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กำหนดไว้

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งสำคัญเครื่องมือต่างๆทางด้านเศรษฐกิจมหภาคของไทย ทั้งด้านการเงินและการคลัง เราอย่ในฐานะที่มีความยืดหยุ่นพอสมควร     โดยฐานะด้านการคลังจากเดิมที่เรากังวลมากว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ฟื้นตัวนั้นจะทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นไปเกือบถึงร้อยละ 60 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม แต่ในความเป็นจริงหนี้สาธารณะอยู่ที่ร้อยละ 42-43   และอาจจะเพิ่มขึ้นอีกระยะหนึ่งโดยน่าจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 50   และจาดเดิมที่คิดว่างบประมาณในปีที่เพิ่งสิ้นสุดไปจะเกิดภาวะขาดดุลค่อนข้างมกา แต่สุดท้ายก็เกือบจะสมดุล จึงถือว่าฐานะการคลังของรัฐบาลมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับความเสี่ยงพอสมควร สำหรับทุนสำรองระหว่างประเทศการที่เรายังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่องก็เป็นตัวช่วยทำให้เราอยู่ในฐานะที่เข้มแข็งในการรับมือกับความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจ แต่เรื่องความเสี่ยงกับเศรษฐกิจยุคปัจจุบันยังเป้นของคู่กัน ยิ่งนับวันยิ่งมีความก้าวหน้าในเรื่องของเทคโนโลยี ติดต่อสื่อสาร การทำธุรกรรมได้ง่ายขึ้นเท่าไหร่ก็หมายความว่าภาวะความผันผวน ความแปรปรวนทางเศรษฐกิจก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้มากเท่านั้น และเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เศรษฐกิจที่อิงกลไกตลาดอย่างเลี่ยงไม่ได้

                “ผมยืนยันว่าแม้หลายประเทศ หรือแม้แต่ความร่วมมือระหว่างประเทศจะพยายามแก้ไขปัญหาเรื่องของความผันผวนทางเศรษฐกิจโดยมีความคิดในการปฏิรูประบบต่างๆ มากเพียงไร แต่ผมฟันธงได้เลยว่าผมไม่เชื่อว่าจะสามารถป้องกันความผันผวน ความแปรปรวนที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติในระบบของตลาดและระบบทุนนิยมได้ หรือไม่สามารถตามทันนวตกรรมที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติได้   ดังนั้นความเสี่ยงต่อระบบเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจนั้นมีแน่นอน ” นายกรัฐมนตรี กล่าว และว่ารัฐบาลตระหนักถึงความเสี่ยงต่างๆ ที่สำคัญเรามีประสบการและการเรียนรู้จากวิกฤติและความผันผวนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอดีตแล้ว

                นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สำหรับการดำเนินมาตรการในการแก้ไขปัญหาและเตรียมรับมือนั้น รัฐบาลไม่ได้ทำเฉพาะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เรามีนโยบายทั้งเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงกฎระเบียบการอำนวยความสะดวกต่าๆในด้านการลงทุน   การเร่งสร้างหลักประกันให้กับประชาชน ในลักษณะของรัฐสวัสดิการ และการสร้างความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งยังเป็นปัญหาใหญ่และเป็นความเสี่ยงมากขึ้นในอนาคตถ้าไม่ได้รับการแก้ไข   วิกฤติทางการเมืองในรอบ 2-3 ปีที่ผ่านมา แม้จะเกิดจากประเด็นปัญหาทางการเมือง เป็นปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มบุคคล แต่ขณะเดียวกันวิกฤติจะไม่รุนแรงมากถ้าหากความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจมีมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพาะเมื่อเกิดความไม่เป็นธรรม เกิดความเหลื่อมล้ำก็เป็นเหยื่ออย่างดีสำหรับคนที่ต้องการจะสร้างความปั่นป่วนทางการเมือง   จึงถือเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงในอนาคต