
ธปท.เบรกบล.ขายบีอีให้นักลงทุนนอก
ธปท.ส่งหนังสือเวียนถึงโบรกเกอร์ เบรกออกตั๋วแลกเงินให้นักลงทุนนอกประเทศ พร้อมขอความร่วมมือรายงานเงินลงทุนทุกวัน ด้านหุ้นไทยวิ่งแตะพันจุดในรอบ 14 ปี ก่อนถูกขายทำกำไร
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา ธปท.ได้ส่งหนังสือเวียนไปยังบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทุกแห่ง เพื่อขอความร่วมมือในการปฏิบัติตามมาตรการป้องปรามการเก็งกำไรค่าเงินบาท โดย ธปท.กำชับว่าตามมาตรการดูแลเงินทุนนำเข้า ธปท.ไม่มีนโยบายให้สถาบันการเงินออกตั๋วแลกเงิน (บี/อี) เพื่อกู้ยืมเงินบาทจากผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (เอ็นอาร์) ทุกอายุสัญญา ธปท.จึงขอความร่วมมือให้บริษัทท่านปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
นอกจากนี้ เพื่อประโยชน์ในการติดตามดูแลการทำธุรกรรมเงินบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจและตลาดการเงินในปัจจุบัน ธปท.จึงขอความร่วมมือให้บริษัทหลักทรัพย์จัดส่งข้อมูล "ยอดคงค้างทรัพย์สินประเภทเงินของลูกค้าเอ็นอาร์" ของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศแต่ละราย ณ สิ้นวัน ที่มีอยู่กับบริษัทให้แก่ ธปท. เป็นรายวัน ภายในวันทำการถัดไป และให้ถือปฏิบัติตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2553 เป็นต้นไป
น.ส.วงษ์วธู โพธิรัชต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงินและบริหารเงินสำรอง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ รอบ 2 ของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) ที่ประกาศไว้ค่อนข้างชัดเจนว่าจะเริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายนนั้น เชื่อว่าผลกระทบที่มีต่อตลาดการเงินทั่วโลกคงไม่รุนแรงเท่ากับรอบแรกที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนและตลาดเงินทั่วโลกได้รับรู้ข่าวสารไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ตาม หลายประเทศได้เตรียมความพร้อมในการรับมือ โดยมีการศึกษามาตรการต่างๆ เพิ่มเติม
ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2553 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ปรับขึ้นแตะระดับ 1,000 จุด เป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 1,001.06 จุด แต่ถูกแรงขายเก็งกำไรกดลงมาปิดที่ระดับ 996.04 จุด เพิ่มขึ้น 3.80 จุด มูลค่าการซื้อขายรวม 3.42 หมื่นล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 487.56 ล้านบาท สถาบันในประเทศขาย 1,464.48 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อ 874.66 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศซื้อสุทธิ 1,077.38 ล้านบาท



