ข่าว

เล่าสู่กันฟัง-ศิริราชยุคใหม่กับความประทับใจเกินคาดหวัง

เล่าสู่กันฟัง-ศิริราชยุคใหม่กับความประทับใจเกินคาดหวัง

27 ต.ค. 2553

กว่า 20 ปีแล้วที่ผมห่างเหินจากโรงพยาบาลศิริราช หลังจากที่ต้องเดินทางเทียวไปเทียวมาแทบทุกวันเป็นเวลาเกือบปีในช่วงที่แม่ผมนอนรักษาตัวอยู่ที่นี่ ช่วงเวลาสัมผัสอันยาวนานในขณะที่จิตใจเป็นทุกข์ ทำให้บรรยากาศของโรงพยาบาลยังคงตรึงอยู่ในความทรงจำมาจนทุกวันนี้

 จำได้ว่าตอนนั้น ศิริราชมีคนไข้เยอะมากๆ ทำให้เวลาที่จะมารักษาก็ต้องมากันแต่เนิ่นๆ เพื่อเข้าคิวรอ โดยเฉพาะผู้ที่มาจากต่างจังหวัดและไม่เคยรักษามาก่อน คิวที่เห็นไม่ใช่เริ่มที่เจ็ดโมงเช้าแปดโมงเช้า หากแต่เริ่มตั้งแต่ตีห้า นั่นแปลว่าถ้าเป็นชาวจังหวัดใกล้เคียงที่ไม่มีบ้านญาติให้มาพักล่วงหน้าในกรุงเทพฯ ก็จะต้องออกจากบ้านราวๆ ตีสาม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นคนไข้และญาติมานั่งบ้างนอนบ้างที่ตึกรับตั้งแต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น

 พอเริ่มสว่างก็ถึงเวลาของอาหารเช้า ญาติก็จะเดินออกมาข้างๆ โรงพยาบาลเพื่อหาซื้อข้าวห่อ เอาเข้าไปกินกับคนใข้ โดยที่ต้องปล่อยคนไข้ไว้ด้วยกลัวว่าคิวจะหายไปเสียก่อน

 สายหน่อยคนก็จะมามากขึ้นเรื่อยๆ หากเป็นหน้าฝนหรือหน้าหนาวที่อากาศเย็นก็พอทน แต่ถ้ามาช่วงหน้าแล้งที่อากาศร้อนบรรยากาศก็จะเปลี่ยนไป ไหนจะคนที่แออัด อากาศที่ร้อนอบอ้าว เล่นเอาหายใจไม่ค่อยออกในบางครั้ง

 เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่มาก มีตึกนับร้อยนับพันทำให้เวลาที่ต้องเดินไปรักษาหรือติดต่อด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จึงใช้เวลาค่อนข้างมากในการมองหาเพราะต้องอาศัยการแหงนดูป้ายชื่อตึกที่ยาวบ้าง สั้นบ้าง และติดอยู่ตามส่วนต่างๆ ของตึก ด้านข้างบ้าง ด้านบนบ้าง ด้านหน้าบ้าง ฯลฯ หลากหลายกันไป

 มาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกิดมีอาการที่ทำให้ผมคิดว่าถึงคราวจะต้องเข้าโรงพยาบาลกะทันหัน แน่นอนศิริราชคือชื่อแรกที่ปรากฏวูบขึ้นมาในสมอง ด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพทั้งของหมอ พยาบาล และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ ซึ่งการกลับไปอีกครั้งคราวนี้ ทำให้ผมได้เปิดหูเปิดตาและเรียนรู้ว่าศิริราชเปลี่ยนไปอย่างลิบลับจากอดีต เปลี่ยนจนเป็นความประทับใจที่ต้องมา ”เล่าสู่กันฟัง” ฉบับนี้

 เริ่มตั้งแต่เข้าประตูด้านข้างป้ายรถเมล์ใกล้สี่แยกพรานนก แปลกใจมากที่มีเจ้าหน้าที่มายืนรอรับพร้อมคอยบอกเส้นทางแก่คนที่กำลังเดินเข้ามาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ใบหน้ายิ้มแย้มและกิริยาที่เป็นมิตร ขึ้นไปบนตึกก็มีเจ้าหน้าที่จำนวนมากที่คอยให้บริการตามส่วนต่างๆ แต่ละส่วนงานก็มีป้ายบอกชัดเจน เข้าใจง่าย เรียกว่าถ้าอ่านหนังสือออกก็จะสามารถช่วยตัวเองได้สบาย แม้กระทั่งการลงทะเบียนประวัติคนไข้นอกก็มีคนคอยรับเรื่องมากพอไม่ต้องรอคิวยาว ทุกๆ ช่องมีตัวเลขให้เห็น มีป้ายบอกขั้นตอนว่าจากโต๊ะไหนไปไหน และต้องทำอะไรต่อไป

 เวลาที่ไปตรวจ ก็มีระเบียบ มีบัตรคิว ไม่มีแซงหน้าแซงหลัง พยาบาลและผู้ช่วยที่คอยดูแลคนไข้ก็หน้าตายิ้มแย้มทั้งๆ ที่เหนื่อย ตึกแต่ละตึกก็ไม่ต้องคอยมองหาให้เมื่อยเพราะเขามีป้ายชื่อ ป้ายบอกทางชัดเจนทุกตึก นอกจากนี้ยังมีหมายเลขกำกับอีกต่างหาก ช่วยให้จำง่ายขึ้น แถมทุกพื้นที่ติดเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย นั่งรอก็ไม่หงุดหงิด บริเวณไหนที่คนไข้เยอะก็มีเก้าอี้นั่งพัก ตรวจเสร็จระหว่างรอผลก็มีร้านอาหารให้เลือกหลากหลายราคา กระจายอยู่ตามตึกต่างๆ ไม่ต้องไปแย่งกัน

 โรงพยาบาลศิริราชตั้งมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และยืนหยัดให้บริการแก่ชาวไทยมากกว่า 120 ปีแล้ว ได้ข่าวว่าทุกวันนี้มีคนไข้เข้ามารักษาถึงปีละกว่า 3 ล้านคน ถ้ารวมๆ ตั้งแต่แรกตั้งก็น่าจะมีคนไทยที่เข้ามาพึ่งพารักษากับโรงพยาบาลแห่งนี้หลายสิบหรือไม่ก็นับร้อยล้านคนทีเดียว เจตนาที่เอามาเล่าสู่กันฟังก็เพื่อจะได้ให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงในวันนี้ และเผื่อว่าเกิดเจ็บป่วยขึ้นมาจะได้นึกถึงศิริราชก่อน เขียนอย่างนี้อาจเท่ากับเป็นการเพิ่มงานให้คุณหมอคุณพยาบาล แต่ผมว่าแม้จะเหนื่อยแต่หากเป็นไปเพื่อช่วยชีวิตผู้คน ก็น่าจะเป็นความเหนื่อยที่คุ้มค่าและน่าภาคภูมิใจยิ่งมิใช่หรือ

บัญญัติ คำนูณวัฒน์