
คุณค่าของคน(ทำงาน)ที่หายไปในโลกของตำรวจ
เสียงหัวเราะชอบใจดังขึ้นพร้อมใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นที่สอดคล้องต้องกันเมื่อดิฉันนำเสนอที่ประชุมถึงคำพูดจากผลการสัมภาษณ์นายตำรวจว่า ในโลกของตำรวจนั้น งานกับความก้าวหน้าไม่ได้ไปในแนวทางเดียวกัน
นายตำรวจใหญ่เล่าว่า...นานมาแล้ว วันนั้นเป็นวันที่เขาได้รับพระราชทานยศพันตำรวจเอก วันนั้นนายตำรวจหนุ่มภาคภูมิใจในตัวเอง มีความสุข และนึกกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ในใจว่า “ฝีมือในการทำงานและใจที่เต็มร้อย” ของตนเองเมื่อนำมาคำนวณเวลาราชการที่ยังเหลืออยู่นั้น เขา “มีโอกาส” ที่จะเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานบนเส้นทางสายผู้พิทักษ์สันติราษฎร์นี้จนถึงตำแหน่งระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นอย่างต่ำ
จากวันนั้นถึงวันนี้ วันที่ระยะเวลาที่จะปฏิบัติงานในหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ใกล้ถึงเวลาสิ้นสุด “เครื่องหมายยังคงเป็นเครื่องหมายชุดเดิม” นายตำรวจพูดพร้อมกับหัวเราะชอบใจอย่างคนมีอารมณ์ขัน ความคาดหวังเริ่มลดน้อยลง พร้อมๆ กับการรับรู้ว่าโอกาสอาจไม่ได้มีไว้สำหรับคนทำงานในโลกของตำรวจ “ตอนนี้ได้เป็นแค่ผู้บังคับการก็พอใจแล้วนะ”
"ตลอดเส้นทางชีวิตการเป็นตำรวจที่ผ่านมาสอนให้เรียนรู้และเข้าใจสัจธรรมเรื่องความไม่แน่นอน สอนให้เราไม่ยึดมั่นถือมั่น สอนให้เราลดอัตตา ตัวกู ของกู เราได้เรียนรู้ความรู้สึกของคนที่ติดอยู่ในลาภ ยศ สรรเสริญ ว่ามันมีแต่ความทุกข์” นายตำรวจพูดด้วยสีหน้าและแววตาที่จริงจัง
มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์ที่ต้องเสพความสุขในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ดิฉันตั้งคำถามถึงที่มาของการทำงานอย่างจริงจัง จริงใจ และเข้มแข็ง นายตำรวจยิ้มพร้อมตอบด้วยเสียงดังฟังชัด “เราก็เหมือนเธอไง ทำงานเอามันส์” ไม่แปลกที่ดิฉันไม่เคยได้ยินการกล่าวสรรเสริญยกย่องตนเองว่าเป็นผู้สร้างความสำเร็จของงานจากนายตำรวจท่านนี้แม้เพียงสักครั้งเดียว ไม่แปลกที่ดิฉันได้ยินแต่เสียงยกย่องและการกล่าวถึงความจริงใจ ความทุ่มเท และเกาะติดการทำงานของนายตำรวจท่านนี้จากลูกน้องทุกระดับ ไม่เว้นแม้กระทั่งในกลุ่มเยาวชนผู้กระทำผิดและผู้ปกครอง รวมถึงข้าราชการทุกภาคส่วนที่ทำงานกับนายตำรวจท่านนี้ และไม่แปลกที่ดิฉันจะได้ยินการพูดถึงนายตำรวจท่านนี้ด้วยความประทับใจจากบุคคลกลุ่มต่างๆ แม้ว่าเขาจะย้ายไปทำหน้าที่ที่อื่น และไม่แปลกที่ดิฉันจะพบว่า “นายตำรวจท่านนี้ก็คือภาพตัวแทนของตำรวจอีกมายมายที่ตั้งใจทำงานอย่างดียิ่ง แต่ไม่ได้รับการสนใจไยดี การสนับสนุนส่งเสริมจากองค์กรต้นสังกัดของตนเองเทียบเท่ากับเหล่าบรรดานักวิ่งทั้งหลาย”
“หวังว่าคงไม่ปล่อยให้พวกเราทำงานเอามันส์แต่เพียงอย่างเดียว” นายตำรวจใหญ่กล่าวโต้ตอบการนำเสนอของดิฉันในการบรรยายในครั้งนั้น
องค์กรตำรวจมีบุคลากรที่มีศักยภาพสูงที่สามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆ สู่สังคม ภารกิจที่ยิ่งใหญ่ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขให้แก่ประชาชนของตำรวจนั้นน่าจะทำให้ตำรวจเป็นกลุ่มบุคคลที่ทรงคุณค่าและมีความหมายในสายตาของประชาชน หากตำรวจมีขวัญและกำลังใจในการทำงานที่ดี มีความภาคภูมิใจในเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเอง มีระบบการบริหารจัดการองค์กรที่ดีที่มุ่งเน้นการบริหารงานโดยใช้ “คุณธรรม” เป็นแก่นแกนสำคัญย่อมส่งผลต่อความผาสุกของผู้คนในสังคมด้วย
จะต้อง “รอและทน” อีกนานเพียงใดที่จะเห็นองค์กรตำรวจมีอิสระและเข้มแข็งในการบริหารจัดการองค์กรของตนเอง มิใช่ถูกชักโยง ครอบงำจากอิทธิพลภายนอกองค์กรจนดูเหมือนเป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขาเฉกเช่นในปัจจุบัน ?
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



