
จุรินทร์สั่งทำส้วม5หมื่นชุดช่วยน้ำท่วม
จุรินทร์ สั่งทำส้วมฉุกเฉิน 3 แบบรวมกว่า 50,000 ชุด แจกผู้ประสบภัยรองรับอุจจาระ ป้องกันโรคระบาด พร้อมเร่งลดตายจากน้ำท่วม และเพิ่มกำลังผลิตยารักษาโรคน้ำกัดเท้าให้เพียงพอประชาชนที่ประสบภัย สั่งรพ.ห้ามซ้ำรอย รพ.มหาราชเด็ดขาด สบส.ส่งกองวิศวกรรม - กองแผน ลง
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมว่า วันนี้ ( 26 ตุลาคม 2553)ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมด้านการแพทย์และสาธารณสุขของกระพรวงสาธารณสุข ได้ประเมินสถานการณ์ พบมีจังหวัดประสบภัย 33 จังหวัด ซึ่งมีสถานพยาบาลถูกน้ำท่วมทั้งหมด 543 แห่ง กว่าร้อยละ 95 เป็นสถานีอนามัย และในวันนี้ได้สั่งการให้โรงพยาบาลในจังหวัดจะเสี่ยงน้ำท่วมต่อไปทั้งภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ จังหวัดอุบลราชธานี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี รวมทั้งพื้นที่น้ำท่วมแล้วคือ ลพบุรี ชัยภูมิ นคราชสีมา
ให้จัดทำแผนรับมือ 4 แผนตามนโยบาย คือแผนป้องกันน้ำไม่ให้เข้าท่วม แผนสำรองทรัพยากรที่ใช้ในการรักษาพยาบาล แผนการรับส่งต่อผู้ป่วย และแผนการจัดระบบริการให้เหมาะสม โดยเฉพาะการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ รวมทั้งให้ผู้ตรวจราชการฯลงไปอำนวยการ เร่งแก้ไขปัญหาในพื้นที่ตามนโยบายที่ได้มอบไว้
นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ปัญหาที่ประชาชนในพี้นที่ที่น้ำกำลังท่วมขังเดือดร้อนอย่างมาก ต้องเร่งบรรเทาความเดือดร้อนอย่างด่วน 2 เรื่อง คือ 1. ปัญหาเรื่องส้วม ในวันนี้ได้สั่งการให้กรมอนามัยจัดทำส้วมฉุกเฉิน มี 3 รูปแบบ คือ ส้วมกล่อง ส้วมลอยน้ำและส้วมนั่งเก้าอี้พลาสติกเจาะรู รวม 55,100 ชุด คาดจะส่งให้จังหวัดลพบุรี สระบุรี นคราชสีมา ชัยภูมิ โดยกระจายผ่านทางศูนย์อนามัยเขตประจำพื้นที่
และเรื่องที่ 2 คือน้ำกัดเท้าซึ่งพบมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้ประสบภัย ได้เร่งให้องค์การเภสัชกรรม รพ.พหลพลพยุหเสนา รพ.พระนครศรีอยุธยา รพ.พระนั่งเกล้า สถาบันโรคผิวหนัง เร่งผลิต กำลังผลิตจะได้ประมาณ 30,000 ตลับต่อวัน และประสานให้โรงงานเภสัชกรรมทหารผลิตผงโรยเท้ารักษาโรคน้ำกัดเท้าจากเชื้อราเพิ่มเติมอีก จะได้เร่งกระจายให้ประชาชนและหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ทุกจังหวัด
สำหรับผลการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ตั้งแต่ 20-25 ตุลาคม 2553 มียอดผู้เจ็บป่วยรวม 141,918 ราย พบโรคน้ำกัดเท้ามากที่สุด รองลงมาคือไข้หวัด ปวดเมื่อย เฉพาะวานนี้มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ 128 ทีม ตรวจรักษาผู้ป่วยทั้งหมด 2,641 ราย ไม่มีอาการรุนแรงถึงขั้นนอนโรงพยาบาล
อีกเรื่องหนึ่งคือ ต้องเร่งป้องกันการเสียชีวิตจากน้ำท่วม จากรายงานของโรงพยาบาลทุกระดับที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติรวบรวมตั้งแต่ 15-25 ตุลาคม 2553 มีผู้เสียชีวิต 56 รายใน 17 จังหวัด สาเหตุร้อยละ 60 เกิดจากการจมน้ำ รองลงมาคือออกหาปลาและเล่นน้ำ โดย 2 กลุ่มที่เสียชีวิตมากที่สุดได้แก่ กลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปีและผู้สูงอายุ
ในวันนี้ได้ให้ทุกจังหวัดเร่งให้คำแนะนำความรู้ในการป้องกันการเสียชีวิตคือ หลีกเลียงไม่ให้เด็กลงเล่นน้ำ ออกหาปลาด้วยความระมัดระวัง ไม่ควรขับรถฝ่ากระแสน้ำไหลเชี่ยวหรือระหว่างที่ฝนตกหนัก โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคประจำตัวที่สำคัญคือ โรคลมบ้าหมู โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หากมีอาการกำเริบจะเสียชีวิตเร็วมาก และไม่ควรดื่มเหล้า ผู้ที่ว่ายน้ำไม่เป็นไม่ควรลงไปช่วยผู้ที่ตกน้ำ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่หรือคนอื่นที่ช่วยได้ หรือให้ใช้อุปกรณ์อื่นที่ลอยน้ำได้ เช่น แกลลอนเปล่า ไม้ยาวๆ หรือเชือกให้ผู้ตกน้ำเกาะพยุงตัว เป็นต้น
ระดมวิศวกรย้ายเครื่องมือแพทย์รพ.น้ำท่วม
นพ.สมชัย ภิญโญพรพาณิชย์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินว่า ขณะนี้ทาง สบส. ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข โดยมี พญ. ประนอม คำเที่ยง รองอธิบดีสบส. เป็นประธานเพื่อระดมเจ้าหน้าที่กองวิศวกรรมการแพทย์ และกองแบบแผน จากพื้นที่ภาคเหนือ และภาคใต้ ที่ยังไม่ประสบภัยน้ำท่วมเร่งทำการช่วยเหลือโรงพยาบาลที่ประสบภัยน้ำท่วม และโรงพยาบาลที่เป็นจุดเสี่ยงทางน้ำไหลผ่าน 19 แห่ง ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ลงมาถึงเขตปริมณฑลและกทม. ซึ่งประกอบด้วยโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปและ โรงพยาบาลชุมชน โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่สถานที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันน้ำท่วมเข้ารพ.
ขณะนี้ได้ตั้งแนวเขื่อนกระสอบทราย ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ และทำการวางแผนเคลื่อนย้ายอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์สำคัญที่มีราคาแพงทุกโรงพยาบาลที่อยู่ในจุดเสี่ยง เช่น เครื่องฉายรังสีรักษา 50 ล้านบาท เครื่องเจาะเลือด 10 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีเครื่องแมมโมแกรม เครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์และเครื่องตรวจหัวใจ ซึ่งเครื่องมือแพทย์เหล่านี้หากเคลื่อนย้ายไม่ได้จะต้องหาทางป้องกัน ทั้งนี้การเคลื่อนย้ายเครื่องมือแพทย์เหล่านี้ต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากและต้องทำโดยช่างผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจส่งผลต่อความเที่ยงตรงในการรักษาได้
“เราต้องหาทางป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ซึ่งรมว.สาธารณสุขได้สั่งการว่าจะต้องไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาอีก โดยโรงพยาบาลที่เป็นจุดเสี่ยง อาทิ โรงพยาบาลขอนแก่น โรงพยาบาลบุรีรัมย์ โรงพยาบาลชุมแพ ที่เราต้องเซฟโรงพยาบาลก็เพื่อให้บริการประชาชน เพราะโรงพยาบาลจะหยุดให้บริการรักษาไม่ได้ อีกทั้งช่วงน้ำท่วมจะมีโรคเกิดขึ้นมาก บางโรคไม่จำเป็นต้องเสียชีวิต แต่ถ้าโรงพยาบาลเปิดบริการรักษาไม่ได้ คนไข้ก็เสี่ยง” อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าว
นพ.สมชัย กล่าวว่า นอกจากโรงพยาบาลแล้วยังมีสถานีอนามัยที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก แต่ความเสียหายไม่รุนแรงเนื่องจากสถานีอนามัยมีอุปกรณ์การแพทย์ไม่มากและสามารถเคลื่อนย้ายไปยังชั้น 2 ได้ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือในส่วนของบ้านพักเจ้าหน้าที่ ทั้งในส่วนโรงพยาบาลและสถานีอนามัยซึ่งส่วนใหญ่ถูกน้ำท่วมเกือบหมด ทำให้เกิดปัญหา เบื้องต้นได้ให้ย้ายไปพักยังโรงพยาบาลหรือโรงแรมก่อน ซึ่งได้ประสานกรมบัญชีกลางเป็นกรณีฉุกเฉิน ให้เจ้าหน้าที่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ตามสิทธิ์และตามความเป็นจริง
ก.แรงงานออกมาตรการช่วยเหลือเหยื่อน้ำท่วม
ที่กระทรวงแรงงาน นายสุธรรม นทีทอง โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือนร้อนด้านการประกอบอาชีพ โดยหลังจากน้ำลดได้สั่งการณ์ให้ทุกจังหวัดสำรวจความเสียหายในทุกพื้นที่ เพื่อพื้นฟูและเยียวยาช่วยเหลือผู้ที่ขาดรายได้
นายสุธรรม กล่าวว่า กรมการจัดหางานรับผิดชอบการแนะแนวอาชีพอิสระ รวมทั้งเตรียมของบประมาณเพิ่มเติมจากรัฐบาลกว่า 150 ล้านบาท ในการจัดหาอุปกรณ์ประกอบอาชีพที่ได้รับความเสียหายจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ใหม่ให้กับประชาชน ตั้งเป้าช่วยประชาชนได้กว่า 15,000 คน ส่วนกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะเป็นหน่วยที่ฝึกอาชีพให้แก่ประชาชน รวมทั้งซ่อมแซมอุปกรณ์ประกอบอาชีพ บ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ส่วนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ขอความร่วมมือผู้ประกอบการให้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมหยุดงานโดยไม่เป็นวันลา ซึ่งกระทรวงแรงงานจะหามาตรการด้านภาษีมาช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ให้ความร่วมมือ
“ส่วนกรณีนายจ้างไม่มีน้ำใจให้ความร่วมมือให้ลูกจ้างหยุดงาน ก็จะพิจารณาเป็นรายๆว่าจะได้รับการช่วยเหลือด้านภาษีหรือไม่ ส่วนลูกจ้างก็ขอให้แจ้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน เพื่อพิจารณามาตรการช่วยเหลือที่เหมาะสม” นายสุธรรม กล่าว
นายสุธรรมกล่าวอีกว่า ส่วนสำนักงานประกันสังคมได้เตรียมมาตรการปล่อยกู้วงเงิน 10, 000 ล้านบาท แก่ผู้ประกันตนในภูมิลำเนาเขตพื้นที่ 23 จังหวัด เพื่อนำไปซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหายจากอุทกภัย สามารถกู้ได้ไม่เกินรายละ 50,000 บาท โดยจะคิดดอกเบี้ยคงที่ร้อยละ 2.5 ต่อปี เป็นระยะเวลา 2 ปี หลังจากนั้นคิดดอกเบี้ยลอยตัว อีกทั้งยังจะขยายระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของสถานประกอบการออกไปจำนวน 4 งวด ตั้งแต่เดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม 2553 และให้เริ่มนำส่งเงินสมทบได้ในเดือนมกราคม 2554 นอกจากนี้ยังเตรียมขอความร่วมมือผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับผลกระทบในการร่วมบริจาคสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค และวัสดุอุปกรณ์ในการซ่อมแซมบ้านเรือน
สำหรับรายงานยอดลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ ล่าสุดมีรายงานเข้ามาเพียง 6 จังหวัด ประกอบด้วย นครราชสีมา ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา นครนายก และชัยนาถ รวม 67,231 คน อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการและลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบ สามารถแจ้งเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือของกระทรวงแรงงานได้ที่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทั่วประเทศ



