
มันมากับน้ำท่วม
สถานการณ์น้ำท่วมปีนี้ใหญ่หลวงนัก คาดว่าสร้างความเสียหายถึงเรือนหมื่นล้านบาททีเดียว ตอนนี้ทุกคนกำลังจับตาดูตัวเลขความเสียหาย และกำลังหาแนวทางที่จะเยียวยา หรือช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัย บางครั้งอาจลืมไปว่า นอกเสียจากความเสียหายต่อทรัพย์สินและที่ทำกินแล้ว ยังมี
พืชผลทางการเกษตรที่เสียหายมากที่สุดจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้คือข้าว อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดฝักอ่อน ข้าวโพดหวาน และพืชสวน ซึ่งข้าวนั้นบางแห่งเสียหายเพียงบางส่วน เนื่องจากข้าวเป็นพืชที่ต้องการน้ำอยู่แล้ว หากท่วมวันสองวันแล้วน้ำลดลงอย่างรวดเร็วจะเสียหายไม่มากนัก แต่ที่น่าห่วงของข้าวหลังน้ำท่วมก็คือโรคที่มาจากแมลงที่เป็นศัตรูพืช
ที่พบเห็นกันบ่อยครั้งคือ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล หนอนมวนใบ และโรคใบไหม้ รวมไปถึงพืชไร่อื่นๆ เช่น มันสำปะหลัง ที่ต้องประสบกับปัญหาโรครากเน่า และราสนิมกัดกินส่วนใบและลำต้น เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้นและแฉะเป็นตัวกระตุ้นให้มันสำปะหลังเกิดโรคต่างๆ ได้ง่าย
ทางออกที่ดีที่สุดตอนนี้ คุณสุพจน์ แสงประทุม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 จังหวัดราชบุรี แนะนำว่า ให้เกษตรกรเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่การเกษตรโดยเร็วที่สุด อย่าปล่อยให้น้ำท่วมขังนานเกินไป การช่วยให้น้ำระบายออกมาจากบริเวณรากต้นไม้สามารถทำได้โดยการขุดหลุมลึกสัก 50 เซนติเมตร ข้างๆ กับต้นไม้เพื่อให้น้ำซึมออกมาจากบริเวณราก แล้วหมั่นตักน้ำออกจากหลุม
หากต้นไม้ดูอ่อนปวกเปียก ทรงตัวไม่ดี คุณสุพจน์ บอกว่า อย่ากดดินให้แน่น เพราะจะยิ่งไปลดช่องว่างสำหรับอากาศในดินที่รากใช้หายใจ ให้หาไม้มาค้ำยันไว้แทนพร้อมทั้งงดให้ปุ๋ยโดยเด็ดขาด ให้รอจนกว่าต้นไม้เริ่มผลัดใบใหม่ เพราะนั่นคือสัญญาณที่แสดงว่าต้นไม้เหล่านั้นรอดแน่นอนแล้ว
ข้าวนั้นแม้ว่า จะชอบน้ำ แต่หากพบว่านาข้าวยังมีน้ำท่วมขังเยอะเกินไปต้องรีบระบายน้ำออกจากนาข้าวโดยเร็ว เพราะปล่อยทิ้งไว้จะทำให้รากของต้นข้าวขาดออกซิเจนหรือเรียกว่าข้าวเมาตอซัง ที่มีลักษณะต้นและใบแสดงอาการเป็นสีเหลือง จะทำให้ข้าวตายในที่สุดหากต้นข้าวมีอายุไม่เกิน 80 วัน
พอระดับน้ำลดลงให้ถอนต้นข้าวขึ้นมาเพื่อตรวจดูที่บริเวณราก หากไม่มีสีดำ หรือเน่าเสีย ปล่อยไว้สัก 7-10 วัน จึงใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 10 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อเร่งฟื้นฟูให้มีการเจริญเติบโตทางใบใหม่จะบรรเทาความเสียหายได้
ข้าวที่อยู่ในระยะออกรวงหรือพลับพลึง ควรเร่งระบายน้ำออกแล้วให้รีบเก็บ เกี่ยว นวด ตาก อบความร้อน เพื่อไล่ความชื้นก่อนเก็บเข้ายุ้งฉาง ในช่วงหลังน้ำลดให้ระวังโรคกาบใบแห้ง ถ้าพบแสดงอาการเป็นโรค ป้องกันกำจัดด้วยสารเคมีวาลิดาซิน ฉีดพ่นตรงบริเวณโคนต้น ที่เกิดน้ำท่วมขังในสวนผลไม้เป็นเวลานาน จึงควรให้การดูแลเพื่อป้องกันการเกิดโรครากเน่า
ส่วนเกษตรกรที่ทำสวนไม้ผล หลังน้ำลดแล้วขณะดินยังเปียกอยู่ ไม่ควรเข้าไปเหยียบย่ำ หรือการนำเครื่องจักรกลหนักเข้าไปในสวนเพราะจะทำให้เกิดการอัดแน่น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อการไหลซึมของน้ำและกระทบกระเทือนต่อระบบรากพืชครับ
นี่คือง่ายๆ ที่เกษตรกรไม่ควรมองข้ามครับ
"ดลมนัส กาเจ"



