
"พระเทพฯ"ทรงเยี่ยมน้ำท่วมโคราช
พระราชินีพระราชทานสิ่งของแก่ชาวกรุงเก่าที่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม สมเด็จพระเทพฯเสด็จฯเยี่ยมชาวโคราช พร้อมพระราชทานเรือท้องแบน-ถุงยังชีพแก่ชาวลพบุรี คอช.ห่วงวิกฤตในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา จากระดับน้ำทะเลหนุนสูง 2.40 เมตร แต่เชื่อไม่ท่วมกรุงเทพฯชั้นใน ชาวปทุมโอดน้ำท
เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 25 ต.ค. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย เป็นผู้แทนพระองค์นำชุดธารน้ำใจพระราชทาน ซึ่งประกอบด้วย ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องนุ่งห่ม และของใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมทั้งยาสามัญประจำบ้าน เวชภัณฑ์ และชุดสุขอนามัย ไปมอบให้แก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัยที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ณ อาคารธรรมาภิบาล เทศบาลตำบลนครหลวง อ.นครหลวง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ราษฎรผู้ประสบอุทกภัย
ทั้งนี้ สภากาชาดไทยได้จัดส่งถุงธารน้ำใจพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไปยังจังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยทุกจังหวัด โดยจัดส่งรถผลิตน้ำดื่ม พร้อมสนับสนุนครัวเคลื่อนที่ และเรือท้องแบน ออกให้ความช่วยเหลือประชาชน
สมเด็จพระเทพฯทรงเยี่ยมน้ำท่วมโคราช
เมื่อเวลา 09.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเพื่อทรงเยี่ยมผู้ประสบอุทกภัยที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าโอท็อป อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา จากนั้นได้เสด็จพระราชดำเนินประทับรถพระที่นั่งของทหารทรงเยี่ยมราษฎรในหมู่บ้านของ ต.ท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ ที่ประสบอุทกภัย โดยมีนายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และแพทย์หญิงสุวรรณี ตั้งวีระพรพงษ์ รักษาการ ผอ.รพ.มหาราชนครราชสีมา เฝ้าถวายรายงานสถานการณ์น้ำท่วมและการกู้วิกฤติโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาที่ถูกน้ำท่วมมานานกว่า 1 สัปดาห์ จนไม่สามารถรับรักษาผู้ป่วยหนักได้เพราะภายใน รพ.ถูกน้ำท่วมสูง
แพทย์หญิงสุวรรณี กล่าวว่า รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงห่วงใย โดยวันนี้ได้เข้าเฝ้าฯ ถวายรายงานสรุปสถานการณ์น้ำท่วม และการแก้ปัญหารองรับผู้ป่วย นอกจากนี้สำนักงานเลขาธิการคณะองคมนตรีได้ส่งที่ปรึกษาช่วยดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย มั่นใจวันที่ 26 ต.ค. จะเปิดบริการเต็มรูปแบบได้
พระราชทานเรือท้องแบน-ถุงยังชีพชาวลพบุรี
ขณะเดียวกันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายสำเริง เอี่ยมสะอาด รองราชเลขานุการในพระองค์ฯ และนายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์ รองราชเลขาธิการ เป็นผู้แทนพระองค์ลงพื้นที่จังหวัดลพบุรี มอบเรือท้องแบนพระราชทาน จำนวน 10 ลำ สุขาเคลื่อนที่ จำนวน 50 ชุด และถุงยังชีพพระราชทาน จำนวน 50 ถุง ให้กับประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ผ่านมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี และหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดเป็นผู้รับมอบ รวมทั้งประชาชนที่ประสบปัญหาอุทกภัย บริเวณสะพาน 8 ตำบลป่าตาล อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี
คอช.ห่วงวิกฤตในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย(คชอ.) กล่าวว่า คชอ.จะทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากส่วนราชการทั้งหมดเพื่อแจ้งเตือนสถานการณ์เสี่ยง อย่างเป็นระบบตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงบริหารจัดการความช่วยเหลือไปยังทุกพื้นที่ โดยขณะนี้ได้แบ่งพื้นที่ในการบริหารจัดการน้ำออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
แม่น้ำชี แม่น้ำมูล และแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น ในแม่น้ำมูลจะผลักดันน้ำจาก จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น ไปยัง จ.อุบลราชธานี ส่วนแม้น้ำชีจะผลักดันน้ำออกจาก จ.นครราชสีมา ผ่านไปยัง จ.บุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ ส่วนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งมีความเป็นห่วงเรื่องการบริหารจัดการน้ำเนื่องจากระดับน้ำทะเลจะหนุนสูงในวันที่ 26-27 ต.ค.นี้ จึงจำเป็นต้องวางแผนจัดการน้ำตั้งแต่ จ.ชัยนาท มาจนถึงกรุงเทพฯและสมุทรปราการเพื่อผลักดันน้ำออกจากอ่าวไทย ซึ่งมีการประเมินว่าน้ำจะสูง 2.30-2.40 เมตร ดังนั้นจึงต้องไม่ประมาทวางแผนรับมืออย่างรอบคอบ ในส่วนของกทม.ต้องเสริมแนวกระสอบทรายบริเวณที่เป็นจุดอ่อน ทั้งนี้จะมีการแจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบถึงเวลาน้ำขึ้นน้ำลงและระดับน้ำขึ้นสูงสุด อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมั่นใจว่าพื้นที่กรุงเทพฯชั้นในจะไม่ประสบปัญหาน้ำท่วม แต่ก็ไม่ประมาทและต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
นายอภิรักษ์ กล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 26 ต.ค. นี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำข้อมูลและหลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยเข้าสู่การพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นมาตรการเก่าและมาตรการพิเศษที่จะนำเข้าไปช่วยเหลือเยียวยา รวมถึงข้อท้วงติงถึงอัตราการชดเชยพื้นที่เกษตรที่เสียหายไร่ละ 606 บาท ซึ่งอาจไม่เพียงพอต่อความเสียหาย นอกจากนี้จะพิจารณาแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อทำให้การช่วยเหลือเยียวยาทำได้อย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยนายกฯได้ลงพื้นที่และประสานงานกับหน่วยงานส่วนหน้าในระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อช่วยกระชับการทำงานให้เข้มข้นและทั่วถึง และหลังจากนี้จะมีการแจ้งเตือนภัยเป็นระดับความรุนแรงจากสีแดง ส้ม เหลือง และเขียว
นายอภิรักษ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อมูลที่ได้รับแจ้งผ่านสายด่วน 1111 พบว่ามีผู้ติดต่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอุทกภัย 3,129 ราย การร้องทุกข์จากผู้ประสบอุทกภัย จำนวน 773 ราย สิ่งที่ผู้ประสบภัยต้องการมากที่สุดคือ เรือ สุขา และเต๊นท์
ท่วมตลาดปทุมชาวบ้านโอดท่วมหนักกว่าปี38
เมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. ที่ศาลาว่าการจังหวัดปทุมธานี ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าตลาดดังกล่าวได้ไหลทะลักเข้ามาท่วมบริเวรตลาดใหม่อีกทั้งยังท่วมศาลาท่าเรือทื่อยู่ละแวกนั้นด้วย นอกจากนี้น้ำยังได้ไหลเข้าท่วมที่ตลาดเก่าและบริเวณหน้าตึกห้องแถว 16 ห้องผนังกั้นน้ำที่อยู่ในระหว่างการก่อสร้างน้ำยังได้ทะลักเข้ามาท่วมในบ้านเรือนประชาชนระดับเอวทำให้ประชาชนต้องหาวิธีดูแลตัวเอง โดยการนำอิฐบล็อกและกระสอบทรายมาก่อขึ้นเป็นชั้นๆตามแนวระดับต่ำ บางรายต้องสูบน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาและมีการใช้ไม้เดินพาดเข้าไปในบ้าน ส่วนตลาดใหม่น้ำได้เออท่วมไปถึงขา สร้างความเดือดร้อนให้กับแม่ค้าซึ่งมีอยู่กว่า 100 ร้าน ขณะเดียวกันก็ได้มีช่างก่อสร้างพยายามเร่งฉาบปูนเพื่อที่จะกั้นน้ำแต่น้ำก็ไหลทะลักเข้าท่วมแล้ว
นางนิภา แฝงแย้ม อายุ 60 ปี แม่ค้าขายผักที่บริเวณตลาดดังกล่าวเปิดเผยว่า ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยมีปรากฎการณ์แบบนี้มาก่อนไม่คิดว่าน้ำจะท่วมหนักขนาดนี้ ฝนก็ตกลงมาตลอดของก็ขายไม่ได้เลย หวั่นว่าน้ำจะท่วมจนเอาไม่อยู่ ก็อยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล และช่วยหามาตราฐการไม่ให้น้ำไหลทะลักเข้ามามากกว่านี้
"เมื่อก่อนเคยขายของอยู่ที่ตลาดเก่าบริเวณหน้าตึก 16 ห้องซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำน้ำก็ท่วมต้องย้ายมาอยู่ตลอดใหม่แต่ก็ไม่เคยเห็นน้ำท่วมเยอะขนาดนี้" นางนิภา กล่าว
นายประสาท ซื่อสัตย์สุดยิ่ง อายุ 50 ปี หัวหน้าช่างคุมซ่อมเขื่อน กล่าวว่า ได้ระดมเตรียมสร้างเขื่อนหลายวันเนื่องจากเขื่อนเก่าได้ทุบทำลายลงไปเพื่อจะสร้างเขื่อนใหม่ให้สูงกว่าไม่คิดว่าน้ำจะขึ้นเร็วขนาดนี้จนไม่สามารถกั้นน้ำได้แล้วแต่ก็ยังฉาบปูนรอไปเรื่อยๆและต้องรอให้น้ำแห้งด้วย แต่ช่วงนี้ก็ยอมรับว่าน้ำก็คงไหลท่วมบ้านเรือนประชาชน
นางบุญชื่น โวหาร อายุ 68 ปี เจ้าของร้านถ่ายเอกสารตึกแถว 16 ห้องหน้าตลาดเก่า เปิดเผยว่าตั้งแต่เกิดมาในชีวิตไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน เมื่อปี 2538 น้ำท่วมก็ไม่หนักขนาดนี้ ที่บ้านมีแต่คนแก่ๆอยู่ด้วยกันถ้าถูกตัดไฟก็ไม่รู้ว่าจะอยู่กันยังไง เพราะไม่กล้าทิ้งของไปด้วย อีกทั้งวันนี้ฝนก็ตกลงมาน้ำก็คงท่วมสูง ก็อยากให้หน่วยงานราชการเอากระสอบมากั้นให้
นางสาวสุภาพร กวีวัฒน์ อายุ 32 ปี เปิดร้านขายของชำที่ตลาดดังกล่าว กล่าวว่าเสียใจมากที่ต้องมาประสบปัญหาแบบนี้ตนเพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่ปีแต่คนเก่าคนแก่แถวนี้บอกว่าปี 2538 ไม่ท่วมหนักขนาดนี้ ตอนนี้ยอมรับว่าตนโดนปล่อยทิ้งแล้วทางราชการไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ เพราะน้ำท่วมหมด ก็คงจะไปช่วยบรรเทาทุกข์ที่อื่นด้วยก่อน อย่างไรก็ตามคงต้องช่วยเหลือตนเองก่อนโดยการก่ออิฐเสริมขึ้นมาแต่น้ำก็ท่วมไปหมด
"ถ้าหากว่าน้ำท่วมหนักอย่างนี้เชื่อว่ากรุงเทพมหานครไม่เหลือแน่นอน ก็อยากให้ทางการช่วยเหลืออย่าปล่อยให้ประชาชนอยู่อย่างโดดเดี่ยว" นางสาวสุภาพร กล่าว
นักข่าวตามผู้ว่าฯฉะเชิงเทราดูน้ำท่วมรถตกคูน้ำหวิดดับ
เมื่อเวลา 11.30น.นายกิตติ ทรัพย์วิสุทธิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยนายบัณฑิตย์ เทวีทิวารักษ์ รอง ผวจ.ฉะเชิงเทรา นางสาวงามพิศ แก้วประดิษฐ์ ป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยจังหวัด นายภุชงค์ รังสินธุ์ นายอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา นายไพโรจน์ วงศ์นิกร ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์จังหวัดฉะเชิงเทรา เดินทางไปเยี่ยมราษฎรที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขตตำบลคลองอุดมชลจร ที่วัดขวัญสะอาด พร้อมกับนำถุงยังชีพไปมอบให้ด้วย โดยมีผู้สื่อข่าวทั้งท้องถิ่นและส่วนกลางซึ่งติดตามสถานการณ์น้ำท่วมและร่วมเดินทางไปทำข่าว
ภายหลังเสร็จพิธี คณะของผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ออกเดินทางไปดูสภาพน้ำที่บริเวณประตูระบายน้ำหนองจอก เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ระหว่างทาง นายวิธู เจียรสถิต อายุ 26 ปี ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นและผู้ช่วยผู้สื่อข่าวส่วนกลาง ซึ่งนั่งรถยนต์กระบะโตโยต้าสีดำ 4 ประตู ทะเบียน ป้ายแดง ก 9229 ฉะเชิงเทรา โดยมีเพื่อนเป็นคนขับ เมื่อมาถึงบิรเวณหน้าบริษัท วาเท็กซ์จำกัด ถนนสายฉะเชิงเทรา - ลาดกระบัง (สายอ่อนนุช) ในเขตตำบลคลองเปร็ง อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ซึ่งถนนบางช่วงมีน้ำท่วม ระยะทางประมาณ 2 กม. บางจุดน้ำลึกประมาณ 2 ฟุต จนมองไม่เห็นทาง รถได้เสียหลักตกลงไปในคูน้ำข้างทาง ลักษณะตะแคงข้าง จมน้ำไม่ครึ่งคัน โดยขณะเกิดเหตุนายไพโรจน์ วงศ์นิกร ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์จังหวัดฉะเชิงเทรา และเพื่อน ๆ สื่อมวลชน ที่ขับรถติดตามมาเห็นเหตุรีบวิ่งลงไปช่วยทั้งสองคนออกมาจากตัวรถได้ทัน โดยฉวยออกมาได้เพียงกล้องบันทึกภาพข่าวเท่านั้น นอกนั้นเสียหายทั้งหมด
หลังเกิดเหตุ นายภุชงค์ รังสินธุ์ นายอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา ซึ่งทราบข่าวจึงสั่งการให้นายสุวัต วัฒนะศักดิ์ ปลัดอำเภอฝ่ายป้องกัน อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เดินทางไปยังที่เกิดเหตุพร้อมดูแลอำนวยความสะดวก โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมงกว่าจะนำรถขึ้นมาจากคูน้ำได้ แต่ก็ไม่สามารถใช้การได้ ต้องลากเข้าอู่ซ่อมรถ



