ข่าว

การประเมินผลกระทบทางสังคมนับจากเหตุการณ์น้ำท่วม

การประเมินผลกระทบทางสังคมนับจากเหตุการณ์น้ำท่วม

26 ต.ค. 2553

จนถึงวันนี้เหตุการณ์อุทกภัยนั้นก็ได้ดำเนินต่อมามากกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่ดูเหมือนว่าเราจะพบกับความมืดมนกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมมากขึ้นทุกวัน

 ข่าวน้ำท่วมจึงกลายเป็นข่าวที่เล่นอยู่ไม่กี่เรื่อง หนึ่งคือ การรายงานระดับน้ำและทิศทางน้ำ (แต่ไม่เคยสืบย้อนกลับไปว่าทำไมน้ำจึงท่วม น้ำท่วมเพราะระบบชลประทานทำให้บางส่วนท่วม บางส่วนไม่ท่วม และอะไรคือความเป็นธรมในเรื่องดังกล่าว ระบบบริหารจัดการน้ำท่วมที่ผ่านมาสามารถตรวจสอบได้แค่ไหน (ซึ่งหมายความว่าตกลงน้ำท่วมเป็น "ภัยธรรมชาติ" หรือ"ภัยที่เกิดจากการเข้าไปเกี่ยวพันกับธรรมชาติของมนุษย์ที่กระทำอย่างสลับซับซ้อนสะสมเป็นเวลานาน)

 ยิ่งกว่านั้น รายงานข่าวบางกรณีอาจจะกระทบความรู้สึกของผู้คนจำนวนมากก็คือ การรายงานข่าวน้ำท่วมที่เน้นว่าอีกกี่วันจะถึงกรุงเทพฯ และความพร้อมในการเตรียมการรับมือ มากกว่าการรายงานข่าวน้ำท่วมในพื้นที่นั้นๆ และระบบการรับมือปัญหา

 สองคือ การรายงานการช่วยเหลือผู้ประสบภัย ที่เน้นไปในเรื่องของการระดมความช่วยเหลือจากกรุงเทพฯ และภาพชาวบ้านที่รอการช่วยเหลือ ซึ่งส่วนหนึ่งการช่วยเหลือนั้นเป็นสิ่งดี แต่การรายงานข่าวการช่วยเหลือ (และศูนย์ข่าวว่าความช่วยเหลือไปไม่ถึงบางที่) ไม่ได้เน้นไปที่การสะท้อนความต้องการของชาวบ้านที่ร่วมกันแก้ปัญหาและความต้องการในระดับชุมชน ภาพปรากฏในทางหนึ่งก็คือชาวบ้านผู้ยากไร้ที่ "รอคอย" ความช่วยเหลือ และความอิ่มเอมใจที่ได้มีการระดมน้ำใจไปช่วยเหลือแล้ว

 สาม เราค้นพบว่าการประกาศภาวะฉุกเฉินในแง่ภัยธรรมชาตินั้นไม่ได้มีความพยายามของสื่อในการสืบค้นว่าการประกาศ "ภาวะฉุกเฉินกับน้ำ (ท่วม)" นั้นมีระบบอย่างไร จะตรวจสอบได้อย่างไร มีประสิทธิภาพมากกว่าเรื่องอื่นหรือไม่

 ทางเลือกหนึ่งในการพิจารณาและแก้ปัญหาน้ำท่วมนั้นก็คือการพิจารณาในกรอบของการประเมินผลกระทบทางสังคม (social impact assessment) และความเสี่ยงทางสังคม (social risk) ที่มีจากน้ำท่วม ซึ่งในแง่นี้หัวใจสำคัญก็คือเรื่องของความเปราะบาง (vulnerability) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของการที่คนที่ยากจน และที่เสียเปรียบในระบบที่เป็นอยู่ (ก่อนน้ำท่วม) เขาจะได้รับผลกระทบในทุกๆ ด้านมากหรือน้อยอย่างไรเมื่อเกิดภัยเช่นนี้

 การวิเคราะห์ทางสังคมในระดับมหภาคจึงเป็นเรื่องสำคัญ จะทำให้เราเข้าใจบริบททางสังคมวัฒนธรรม สถาบัน ประวัติศาสตร์ และการเมือง ที่ทำให้เราเข้าใจการวางยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง นอกจากนั้นจะต้องประเมินผลทางสังคมในแง่การมองถึงโอกาส และสิ่งท้าทายและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเมื่อจะมีการแก้ปัญหาน้ำท่วม รวมทั้งการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับกระบวนการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้น ว่าแต่ละฝ่ายมองเรื่องนี้อย่างไร จะได้จะเสียอะไรจากกระบวนการร่วมกันแก้ปัญหา

 คำถามที่สำคัญอาจจะเกี่ยวข้องกับการพูดถึงว่าเมื่อมีน้ำท่วม และหลังจากน้ำลดแล้ว การแก้ปัญหาพื้นฐานเท่าที่เคยทำมามีเรื่องอะไรบ้าง และจะทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างไร อาทิ จะมีการย้ายประชากรไปไหน  จะมีการสูญเสียในแง่ของผลผลิตและทรัพย์สินอย่างไร ความเครียดที่มีจากปัญหาน้ำท่วมเป็นอย่างไร ผลกระทบจากราคาสินค้าที่จะมีเพิ่มขึ้นเป็นอย่างไร คนกลุ่มที่เสียเปรียบอยู่เดิมจะอยู่อย่างไร เช่นคนจน ผู้หญิง คนแก่ คนพิการ หรือแม้กระทั่งแรงงานต่างด้าว ผลกระทบทางสุขภาพและความเชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติ ความสามารถของรัฐบาลท้องถิ่นในการแก้ปัญหา ความปลอดภัยของประชาชน การได้รับบริการของรัฐว่ามากขึ้นหรือมีปัญหาอย่างไร อาทิ การศึกษา การสาธารณสุข

 ในแง่ของข่าวและกลุ่มประชาชนนั้นก็สามารถเริ่มตั้งคำถามเหล่านี้ได้ ซึ่งจะทำให้เราเรียนรู้มากขึ้นและเป็นระบบขึ้น ทั้งยังเป็นการสะสมประสบการณ์ในการแก้ปัญหาภัยพิบัติในระยะยาวมากขึ้นครับ