
ระดมทหาร-ตร.นับพันอารักขา"บัน คี มูน"
เตรียม ตำรวจ - ทหาร กว่าพันนาย อารักขา "บัน คี มูน" ผบ.ทบ.ลั่นห้ามชุมนุม ทำได้แค่ส่งตัวแทนยื่นหนังสือ วอนเห็นแก่หน้าตาประเทศ ย้อนถามเสื้อแดงปัญหาในประเทศควรนำบุคคลอื่นเข้ามาหรือไม่ เตือนพวกจาบจ้วงอย่าโอดครวญหากถูกจับ เหน็บหากยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ให้กลับไ
(25ต.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมรักษาความปลอดภัยให้กับนาย บัน คี มูน เลขาธิการสหประาชาติ (UN) ที่จะเดินทางมาประเทศไทยในวันที่ 26 ต.ค.นี้ ว่า ตนได้มอบหมายให้พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ รอง ผบ.ทบ. เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบและสั่งการแทน ซึ่งคงไม่ต้องเป็นห่วง และหากมีเรื่องเร่งด่วนตนก็สามารถสั่งการข้ามประเทศและบินกลับมาได้ทันที
ความจริงแล้ว ทาง ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์แกเฉิน (ศอฉ.) ได้ประชุมและวางแผนในเรื่องนี้มาประมาณเดือนเศษๆแล้วเนื่องจากในพื้นที่ กทม.ยังอยู่ในระหว่างการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ และได้มอบหมายให้จัดทำแผนรองรับในเรื่องของการดูแลรักษาความปลอดภัยของนาย บัน คี มูน ซึ่งได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบหลัก โดยมีแผนรักษาความลอดภัยทั้งบุคคล สถานที่ และเส้นทาง ทั้งนี้ในเบื้องต้นได้เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหาร ประมาณพันกว่านาย พร้อมทั้งจัดชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อเตรียมพร้อมหากเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลด้านการข่าวถึงการก่อเหตุในช่วงที่เลขาUN แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงไม่ประมาทc]t ได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ไว้แล้ว
“ศอฉ.ได้ลงมติว่าห้ามไม่ให้มีการชุมนุมโดยเด็ดขาด ซึ่งหากมีปัญหาขัดข้องใจก็ให้ส่งตัวแทนมายื่นหนังสือต่อเลขาฯยูเอ็นได้ ขอร้องว่ามันเป็นหน้าตาของประเทศไทย จะทำอะไรก็ตามต้องทำแบบผู้ที่เจริญแล้ว หากมีปัญหาหรือข้อขัดข้องใดๆก็ตาม หากจะให้ต่างชาติหรือยูเอ็นรับทราบ ก็สามารถเสนอได้เป็นเอกสาร ไม่ใช่ว่ามาชุมนุมเป็นกลุ่มใหญ่แล้วก็สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ให้คนต่างชาติเขาเห็น ผมว่ามันน่าอับนาย ผมคิดว่าถ้าใครมันก็น่าอับอาย ก็ขอเตือนไว้ว่าอย่าทำเลยดีกว่า เพราะไม่เกิดประโยชน์ ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงได้เตรียมยื่นร้องเรียนเกี่ยวกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม 91 ศพในช่วงการชุมนุมเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ใครอยากจะยื่นก็ส่งตัวแทน เพราะกระทรวงการต่างประเทศได้เตรียมสถานที่และผู้รับเอกสารไว้แล้ว
เมื่อถามย้ำว่าในเนื้อหาเอกสารนั้นเป็นเนื้อหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยช่วงการกระชับพื้นที่เป็นเรื่องที่สมควรหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า คนที่นำเอกสารมายื่นนั้นต้องคิดเอาเองว่าควรหรือไม่ควรอย่างไร จริงๆแล้วปัญหาระหว่าง 2 ประเทศ ใช้การแก้ปัญหาแบบทวิภาคี แต่ปัญหาตรงนี้เป็นปัญหาในประเทศ ตนคิดว่าสมควรจะนำบุคคลอื่นมาช่วยพูดหรือไม่ หากคนไทยพูดกันเองไม่ได้ก็ไม่รู้จะอยู่อย่างไร และทหารที่ทำหน้าทุกวันนี้ก็ทำตามกฎหมายทั้งสิ้น ไม่ได้เข้าข้างใคร ขอให้เข้าใจด้วย ซึ่งเมื่อตนได้กล่าวชี้แจงนั้นก็ได้กล่าวในฐานะเป็น ผบ.ทบ. ไม่ใช่เป็นตัวตนของตนเองที่อยากจะทำอะไรก็ทำได้หรือไม่ได้ ต้องระมัดระวังตัวตลอดเวลา พูดไปก็ต้องระวังเดี๋ยวจะพาดพิงไปยังฝ่ายอื่น ดังที่ตนเคยกล่าวไปแล้วว่าคนไทยมีแค่ 2 พวก คือ คนดีกับคนไม่ดี คนปกติกับคนทำผิดกฎหมาย ซึ่งคนไม่ดีกับคนทำผิดกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดีไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามและค่อยไปต่อสู้ทางกฎหมาย
“ผมเตือนในเรื่องของสถาบัน ทุกครั้งที่มีการชุมนุมและมีการเขียนป้าย โปสเตอร์ เขียนที่พื้น ตอนนี้มีหลักฐานแล้วกำลังดำเนินการในการจับกุมอยู่ ก็ขอแจ้งให้ทราบไว้เลย แล้วก็อย่ามาโอดครวญเพราะได้มีการเตือนหลายครั้งแล้ว แล้วท่านก็ไม่สมควรที่ทำจะแบบนั้นด้วย ถ้าทำไปเพราะไม่รู้ หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ให้ไปถามผู้ปกครองท่าน ถ้าไปถามผู้ปกครองท่านแล้วยังไม่รู้อีกก็ไปถามเหนือกว่านั้น ทุกคนที่ผ่านมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสถาบันพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่ารัชกาลไหนก็ตามประเทศไทยเกิดขึ้นด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ และวันนี้ก็ยังมีสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ ดังนั้นในเรื่องของประชาธิปไตยจะแสดงออกโดยวิธีใดก็ตามก็อย่านำสถาบันพระมหากษัตริย์มาเกี่ยวข้อง ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าขบวนการล้มเจ้าที่ยังมีอยู่ขณะนี้กองทัพจะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีอยู่แล้ว ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ไม่ต้องออกมาพูดตอบโต้เรื่องนี้ เจ้าหน้าที่ทุกส่วนคงยอมไม่ได้ในเรื่องสถาบัน ที่ผ่านมาเราพยายามทำความเข้าใจทำความชี้แจง ให้ทุกคนนึกถึงว่าทำอย่างไรประเทศไทยถึงเดินไปได้ แล้วก็ไม่มีการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากเรายังดื้อดึงขัดขืนหรือหาช่องว่างของกฎหมาย ที่ดำเนินการในปัจจุบัน ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นมาเลย และประเด็นสำคัญก็คือ ทั่วโลกจะมองว่าประเทศไทยเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่สถาบันพระมหากษัตริย์ทำมาตลอดพระชนม์ชีพ คือ สร้างให้ทุกคนในโลกรู้จักประเทศไทย ตนคิดว่าพระองค์ท่านทำได้ดีกว่าทุกส่วน อย่าลืมว่าทุกประเทศชื่นชมและอยากมาเที่ยวเมืองไทย ไม่ว่าจะในเรื่องของความเจริญเติบโตการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ ความพอเพียงอะไรต่างๆ เป็นสิ่งที่สถาบันทำมาตลอดพระชนม์
“ผมถามว่าแล้วท่านเป็นใคร ที่มาทำมาเขียนอายุท่านเท่าไหร่ บางทีก็เห็นมีอายุน้อยๆทั้งนั้น ท่านรู้เรื่องอะไรหรือเปล่าว่าท่านกำลังทำอะไรอยู่ ท่านน่าจะต้องไปทบทวนตัวเอง ต้องไปถามผู้ปกครองว่าเคยได้รับพระบารมีหรือเปล่า หรือถ้าไม่ได้รับคนอื่นในประเทศไทยก็ได้รับทั้งหมด เพราะฉะนั้นอยากเรียนว่าทุกอย่างที่มีวันนี้ได้ ซึ่งดังที่ได้กล่าวไว้ว่า ประวัติศาสตร์คืออนาคต ประวัติศาสตร์ชาติไทยเป็นอย่างไร อนาคตก็ต้องเป็นอย่างนั้น คือ อยู่ด้วยกันอย่างสันติ ไม่มีพวกไม่มีฝ่ายและไม่ทำความผิดไม่ทำสิ่งที่ผิดกฎหมายไม่ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องลำบากใจ โดยเฉพาะช่วงนี้เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้เหน็ดเหนื่อยจากการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ท่านจะมาเอาอะไรอีกตอนนี้ ยังมาทะเลาะกันเถียงกัน ทำให้รัฐบาลข้าราชการทำงานไม่ได้ ก็หยุดๆกันสักพักหนึ่งก่อน รอให้น้ำหายท่วมก่อนแล้วค่อยว่ากันใหม่ จะได้ไม่เสียสมอง หรือต้องมาคิดกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ถ้าจะทะเลาะกันก็ไว้วันหลัง และขอย้ำว่าอย่าเอาสถาบันมายุ่งเกี่ยว และผู้ที่ทำความผิดจะต้องได้รับการลงโทษ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ โปสเตอร์ พ่นสีที่พื้น รูปถ่ายมีครบ ก็ต้องดูว่าเมื่อไหร่จะถูกดำเนินคดี ”
เมื่อถามต่อถึงกรณีที่พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีเดินสายเพื่อเตรียมหารือกับทหารในเรื่องความปรองดอง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กองทัพประกอบด้วยกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ เพราะฉะนั้นการจะพูดหรือตกลงตัดสินใจอะไรก็ตามคงเป็นเรื่องของรัฐบาล โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่ต่างคนต่างพูดได้ กองทัพก็เช่นเดียวกันไม่ใช่ใครในกองทัพจะพูดได้เหมือนผู้บัญชาการการทหารบกพูดได้หมด ต้องมีคนพูดแค่คนเดียว ที่เหลือเป็นความร่วมมือหรือความเห็นที่ต้องร่วมมือกัน ซึ่งถ้าจะพูดก็คงต้องพูดพร้อมกันทุกเหล่าทัพโดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้บังคับบัญชา ทั้งนี้ยังไม่ได้มีการติดต่อนัดหมายกับ พล.ต.สนั่นเพื่อหารือถึงเรื่องดังกล่าว
องค์กรแรงงานเรียกร้องเลขาUNตรวจสอบพม่าละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติที่ถูกส่งกลับ
สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) และมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา (มสพ.) ได้ร่วมกันเรียกร้องให้ เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ มอบหมายให้หน่วยงานขององค์การสหประชาชาติ ที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ต่อแรงงานข้ามชาติจากพม่า ที่ถูกผลักดันออกนอกประเทศไทย และขอให้เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ กระตุ้นรัฐบาลไทย ให้เคารพสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติ และให้รัฐบาลเชิญผู้เชี่ยวชาญ ขององค์การสหประชาชาติ มาเยือนประเทศไทย เพื่อให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลไทย ในการพัฒนานโยบายเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติ บนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
นอกจากนี้ ยังขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทย ตรวจสอบกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการกวาดล้างแรงงานข้ามชาติโดยเร่งด่วน ตลอดจน ดำเนินการลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเมิดกฎหมาย และขอให้รัฐบาลไทยพิจารณาทบทวนนโยบายการ จัดการแรงงานข้ามชาติ ให้อยู่บนพื้นฐานของการ เคารพสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติ



