
ขนส่งเร่งพัฒนาป้ายวงกลมอัจฉริยะหวังสร้างฐานข้อมูลพัฒนาระบบจราจร
การนำระบบบริการใหม่ "อีซี่พาส" มาใช้อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ทางด่วน ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ถือเป็นการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีอีกขั้นในการพัฒนาระบบขนส่งของไทย โดย กทพ.ให้เหตุผลว่าจะสามารถช่วยระบายรถได้ 1,000-1,200 คันต่อชั่วโมง เทียบกับการจ่ายเ
แต่หลังจากมีการนำมาใช้ระยะหนึ่งกลับพบว่ามีปัญหามากมาย การจราจรหน้าด่านไม่คล่องตัวอย่างที่คาดการณ์ไว้ เพราะความสับสนของผู้ใช้บริการ และการจัดระเบียบแบ่งช่องจราจรที่ไม่สมดุล รวมทั้งการร้องเรียนเรื่องค่ามัดจำบัตรในราคา 1,000 บาทที่สูงเกินไป ทำให้การนำระบบดังกล่าวมาใช้ไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้ใช้บริการมากนัก เนื่องจากไม่ได้เพิ่มความสะดวก รวดเร็วมากนัก และยังมีต้นทุนค่ามัดจำสูงอีกด้วย
ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบระบบการจัดเก็บค่าผ่านทางของไทยกับประเทศสิงคโปร์ ซึ่ง กทพ.ได้นำทีมงานและสื่อมวลชนไปศึกษางาน พบว่า ระบบของเพื่อนบ้านได้พัฒนาไปไกลและมีการนำระบบหักเงินอัตโนมัติจากบัตรมาใช้นานกว่า 12 ปีแล้ว โดยเริ่มต้นจากระบบคูปอง จากนั้นเปลี่ยนมาบังคับให้รถทุกคันใช้บัตรสมาร์ทการ์ดติดตั้งเครื่องอ่านข้อมูล อาร์เอฟไอดี (RFID) ที่มีราคา 1,500 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือ 3,600 บาท และมีบัตรอิเล็กทรอนิกส์เสียบไว้ที่เครื่อง ซึ่งเงินจะถูกหักไปเรื่อยๆ จนเงินไม่พอก็จะมีใบแจ้งเก็บเงินพร้อมค่าปรับส่งไปถึงบ้าน สำหรับบัตรดังกล่าวสามารถเติมเงินได้ตามร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน ร้านโทรศัพท์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ขับขี่
ส่วนการเก็บค่าผ่านทางนั้น จะเน้นถนนสายหลักที่มีการจราจรหนาแน่น โดยมีอัตราค่าผ่านทางตั้งแต่ 50 เซนต์ไปจนถึง 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ใช้บริการและประเภทของรถ และจะมีข้อมูลแจ้งไว้ที่หน้าด่านอีอาร์พี ซึ่งกรมการขนส่งทางบกของสิงคโปร์ หรือแอลทีเอ ได้นำระบบดังกล่าวมาบริหารจัดการการขนส่งทางถนนเพื่อให้การจราจรปลอดภัยลื่นไหล ควบคู่กับระบบกล้องวงจรปิดบนทางแยกในการตรวจดูปริมาณรถและอุบัติเหตุ ทั้งนี้ สาเหตุที่สามารถบริหารจัดการได้ อาจเป็นเพราะที่สิงคโปร์มีปริมาณรถที่จดทะเบียนเพียง 8 แสนกว่าคัน และเพิ่มขึ้นได้ปีละ 10-15% แต่การจัดเก็บค่าผ่านทางดังกล่าวก็สร้างรายได้เข้ารัฐถึงเดือนละ 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
ไทยนำร่องใช้กับป้ายทะเบียน
อย่างไรก็ตาม นอกจากไทยจะนำระบบอาร์เอฟไอดีมาใช้กับระบบการเก็บค่าผ่านมาแล้ว ขณะนี้กรมการขนส่งทางบกได้นำระบบดังกล่าวมาใช้ในโครงการพัฒนาเครื่องหมายการเสียภาษีรถประจำปีรูปแบบใหม่ ที่เรียกว่า SMART RFID ซึ่งผู้ขับขี่จะได้รับเครื่องหมาย 2 ส่วน คือ SMART TAG หรือเครื่องหมายการเสียภาษีประจำปีรูปแบบใหม่ ที่มีส่วนของ RFID Chip สำหรับติดที่กระจกหน้าของยานพาหนะ หรือจุดที่มองเห็นได้ชัดเจน และส่วนของ SMART PASS หรือ RFID ที่ติดตั้งบริเวณไฟหน้าของยานพาหนะ เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลครบถ้วนที่สุด
ทั้งนี้ เมื่อมีการติดตั้งเครื่องหมาย 2 ส่วน ระบบจะเข้าสู่การทำงานโดยอัตโนมัติ โดยรถที่วิ่งผ่านจุดติดตั้งเครื่องอ่านข้อมูลที่อ่านได้จะถูกบันทึกเก็บไว้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบข้อมูลของยานพาหนะที่วิ่งผ่านจุดติดตั้งเครื่องอ่านข้อมูลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว
นายชัยรัตน์ สงวนชื่อ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ระบุว่า ตั้งแต่เปิดตัวโครงการดังกล่าว ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพฯ พื้นที่ 5 และขนส่งจังหวัดทั่วประเทศตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีเสียงตอบรับจากเจ้าของรถมาสมัครใช้บริการเฉลี่ยวันละ 300 ราย รวมทั้งมีการสอบถามถึงรายละเอียดของโครงการเข้ามามาก โดยเฉพาะประโยชน์ที่เจ้าของรถและผู้ประกอบธุรกิจจะได้รับ ซึ่งโครงการดังกล่าวถือเป็นทางเลือกให้เจ้าของรถมีโอกาสได้ทดลองใช้บริการแบบภาคสมัครใจ โดยจะเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มอีก 120 บาทจากอัตราปกติ เชื่อว่าในอนาคตน่าจะมีผู้สนใจขอใช้บริการมากขึ้นเรื่อยๆ
เนื่องจากการใช้ระบบเสียภาษีรูปแบบใหม่จะมีประโยชน์ต่อเจ้าของรถและผู้ประกอบการอย่างมากในการติดตามว่ารถอยู่ที่ไหน โดยเฉพาะกรณีรถหายก็จะมีเบาะแสให้ตามหารถได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยังมีบริการข้อมูลด้านจราจรไว้บริการด้วย ขณะนี้จึงเป็นเพียงการนำร่องทดลองใช้ โดยเปิดให้บริษัทเอกชนเข้ามาลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท แต่หากจะให้ขยายครอบคลุมทั่วประเทศ รัฐบาลควรเข้ามาลงทุน เชื่อว่าในกทม.จะช่วยแก้ปัญหารถติดได้และในพื้นที่ภาคใต้น่าจะช่วยในเรื่องของความมั่นคงได้ เพราะจะง่ายในการตรวจสอบรถที่นำไปก่อเหตุได้ง่ายขึ้น
“เบื้องต้นในไทยน่าจะพัฒนาระบบ SMART RFID ให้ใช้อย่างกว้างขวางก่อน เพราะเป็นประโยชน์ทั้งต่อเจ้าของรถและภาครัฐในการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ ซึ่งคงเทียบกับสิงคโปร์ไม่ได้ที่พัฒนาระบบ RFID ไปไกลทั้งระบบการจัดเก็บค่าผ่านทาง บริการที่จอดรถ ห้องสมุด และกำลังนำไปใช้ในภาคธุรกิจต่างๆ แต่ที่ยังไม่แพร่หลายเพราะต้นทุนยังสูงอยู่มาก"
รุกติดตั้งระบบก.ย.ปีหน้า450จุด
นายนำโชค โสมาภา กรรมการผู้จัดการ บริษัทโสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยี จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ SMART RFID กล่าวว่า ระบบดังกล่าวนำมาจากออสเตรเลีย และเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ทั่วโลกตื่นตัวเริ่มนำมาใช้แทนระบบบาร์โค้ด โดยของไทยทางบริษัทกลกรได้เริ่มติดตั้งเครื่องอ่านข้อมูลตามทางหลวงในกทม.และปริมณฑลแล้ว กว่า 10 จุด จากเฟสแรกตั้งเป้าติดตั้งให้ได้ 450 จุดภายในเดือนกันยายน 2554 ตามถนนสายหลักทั่วประเทศและจุดเชื่อมต่อของทุกจังหวัด
"ยอมรับว่าการติดตั้งยังทำได้ช้า เพราะรอขั้นตอนการขออนุญาตจากหลายหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานด้านความมั่นคง เนื่องจากการติดตั้งกล้องถ่ายภาพในเวลากลางคืนจะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้วย แต่เราจะถ่ายด้านหลังรถ เนื่องจากไม่อยากรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลและการใช้คลื่นความถี่ที่ต้องขออนุญาตกทช. รวมถึงกทม.ในฐานะเจ้าของพื้นที่ และการใช้ไฟที่ต้องขอจากการไฟฟ้าด้วย"
นายนำโชคกล่าวว่า การใช้ป้ายภาษีแบบใหม่นี้ช่วงเริ่มต้นจะเชิญชวนผู้ประกอบการและภาคธุรกิจมากกว่ามุ่งเน้นไปที่ประชาชนทั่วไป เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่อาจต้องใช้เวลาในการสร้างความคุ้นเคยและประชาสัมพันธ์ถึงประโยชน์ที่ผู้ใช้รถจะได้รับ ขณะที่ผู้ประกอบการทั้งบริษัทขนส่งสินค้า หรือประกันภัยต่างๆ เริ่มสนใจและมองเห็นข้อดีของระบบดังกล่าว เช่น บริการรถแท็กซี่หรือรถอื่นๆ ที่ติดจีพีอาร์เอสนั้นต้องลงทุนหมื่นกว่าบาทและค่าบริการรายเดือนอีก 300 บาท แต่ระบบดังกล่าวจ่ายเพียง 120 บาทจะช่วยให้สามารถติดต่อคนขับรถได้ง่ายขึ้น หรือกรณีของรถบรรทุกจะช่วยลดต้นทุนการขนส่งสินค้าทั้งขาไปและขากลับ
รวมถึงบริษัทประกันภัยจะได้ประโยชน์กรณีติดตามรถหายทำให้มีเปอร์เซ็นต์การได้คืนมาสูงขึ้น นอกจากนั้น ยังช่วยด้านความมั่นคง เพราะหากรถคันใดไม่ติดป้ายทะเบียนแบบใหม่ก็อาจเข้าข่ายต้องสงสัยไว้ก่อนว่าอาจนำไปใช้ก่ออาชญากรรม และเมื่อก่อเหตุก็จะทำให้การติดตามตรวจสอบได้ง่ายขึ้น
“ขณะนี้มีผู้ขับขี่สมัครใช้ป้ายทะเบียนระบบใหม่แล้วกว่า 4 พันคัน เชื่อว่าในอนาคตหากมีกรณีที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูล RFID ในการติดตามรถหายจริงก็อาจช่วยกระตุ้นให้ประชาชนเห็นประโยชน์มากขึ้น เพราะ RFID ของไทยไม่ใช่การจัดเก็บภาษีแต่เป็นข้อมูลพื้นฐานของการจรจาระบบอัจฉริยะที่สามารถนำไปพัฒนาระบบขนส่ง เช่น การขยายถนนและการตรวจสอบปริมาณรถได้ในอนาคต แต่ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนหรือลงทุนอย่างจริงจัง”
สำหรับประโยชน์ที่ผู้ขับขี่จะได้รับยังรวมไปถึงบริการสอบถามข้อมูลด้านการจราจรเพื่อวางแผนการเดินทางผ่านหลายช่องทาง ซึ่งจะช่วยให้หลีกเลี่ยงปัญหารถติดได้อีกด้วย โดยการให้ข้อมูลด้านการจราจรน่าจะเริ่มได้ในปีนี้ และข้อมูลดังกล่าวหน่วยงานอื่นสามารถขอใช้ประโยชน์ได้ แต่ต้องเสียค่าบริการเพราะถือเป็นรายได้อีกช่องทางหนึ่งของบริษัท เนื่องจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอีก 120 บาทต่อคันในการต่อภาษีป้ายทะเบียนรถนั้น ไม่ช่วยให้คุ้มค่าการลงทุนได้ในระยะเวลาอันสั้น



