
ผวาอียูตรวจเข้มผัก-ผลไม้นำเข้า"พรทิวา"นัดหารือผู้ประกอบการหามาตรการรับมือ
พรทิวา เรียกผู้ประกอบการส่งออกผัก-ผลไม้ไปตลาดอียูหารือวันที่ 26 ตุลาคมนี้ เตรียมหามาตรการลดการสุ่มตรวจคุณภาพสินค้า หลังอียูตรวจพบสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงในสินค้าผักของไทย
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า วันที่ 26 ตุลาคมนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเชิญผู้ประกอบการส่งออกผักและผลไม้สดไปในตลาดสหภาพยุโรป (อียู) เข้าหารือ เนื่องจากประเทศสมาชิกอียูได้ตรวจพบสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงในสินค้าผักของไทย 3 รายการ ได้แก่ ถั่วฝักยาว ผักในตระกูลมะเขือ และผักในตระกูลกะหล่ำ ส่งผลให้ประเทศสมาชิกอียูใช้มาตรการเข้มงวดในการสุ่มตรวจสอบผักจากไทยร้อยละ 50 จากเดิมที่ร้อยละ 10 ของผักใน 3 รายการดังกล่าว
"การหารือในครั้งนี้ เพื่อหามาตรการแก้ปัญหาคุณภาพผักสดที่ส่งออกจากไทยไปตลาดอียู และลดการสุ่มตรวจรายการให้ลดลง หากมีการสุ่มตรวจผักและผลไม้กว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าส่งออก จะส่งผลให้ผักและผลไม้เกิดความเสียหายได้" นางพรทิวากล่าว
นอกจากนี้ อียูยังอยู่ระหว่างการพิจารณาเพิ่มรายการสินค้าสินค้าผักสดจากไทยที่ต้องได้รับการตรวจเข้มในการตรวจสอบ อาทิ ผักชี ใบกะเพรา โหระพา และใบสะระแหน่ โดยใช้มาตรการตรวจเข้มที่ระดับร้อยละ 20 เพื่อตรวจหาสารตกค้างจากยาฆ่าแมลง และโดยใช้มาตรการตรวจเข้มที่ระดับร้อยละ 10 เพื่อตรวจหาการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์
นางพรทิวากล่าวว่า จากมาตรการการตรวจสอบสินค้าผักของไทยที่เข้มข้นขึ้น จะทำให้เกิดความล่าช้าในการขนส่งสินค้าและทำให้สินค้าเน่าเสียหายได้ง่าย รวมทั้งทำให้สินค้ามีต้นทุนสูงขึ้น และผู้ประกอบการบางรายหันไปนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นหรือซื้อสินค้าผักประเภทอื่นเป็นการทดแทนอาจส่งผลให้การประกอบอาหารไทยสูญเสียเอกลักษณ์ความเป็นไทย
อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวภาครัฐควรให้ความสำคัญกับมาตรฐานการส่งออกใบอนุญาตของผู้ส่งออกไทยและมีมาตรการที่เข้มงวดกับผู้ส่งออกที่มีประวัติไม่ดี รวมถึงควรพิจารณาความเป็นไปได้ในการออกหนังสือรับรองผู้ส่งออกของไทยที่สินค้าได้มาตรฐานอียู ขณะเดียวกันภาคเอกชนควรมีธรรมาภิบาล และค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนามาตรฐานสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับภาครัฐในการให้ความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกร ผู้ปลูก ผู้บรรจุ และร่วมกันรักษามาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับในตลาดอียู เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการรักษาและขยายสินค้าผักและผลไม้ไทยในตลาดอียูในระยะยาว



