
ไปรษณีย์แบงก์ "เพิ่ม-แก้หนี้"?
ถูกมองเป็น "นโยบายหาเสียง" ไปเรียบร้อยแล้วสำหรับ "โครงการไปรษณีย์เพื่อสินเชื่อรายย่อยปล่อยกู้ให้ประชาชนรากหญ้า"
หลังจากเมื่อต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา "คณะรัฐมนตรี" ได้อนุมัติหลักการตามที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเสนอ โดยให้กระทรวงการคลังร่วมกับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปจัดทำรายละเอียด
โครงการนี้เป็นแนวคิดของ "รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เพราะเห็นว่า บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ในฐานะที่มีสาขามากถึง 1,200 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาความยากจนของประเทศ โดยให้ไปหาช่องทางให้ไปรษณีย์เป็นแหล่งปล่อยเงินกู้ให้คนจน เพื่อเป็นทางเลือกไม่ให้คนจนไปกู้เงินนอกระบบมาใช้จ่าย
"จุติ ไกรฤกษ์" รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) บอกว่า ในฐานะบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงไอซีที ที่ผ่านมารัฐบาลได้พยายามแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบมาแล้วระดับหนึ่ง แต่ยังเหลือประชาชนที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินหรือคนที่ตกขอบอยู่นอกเหนือระบบที่ธนาคารเข้าไม่ถึง
สำหรับ "โครงการไปรษณีย์เพื่อสินเชื่อรายย่อยปล่อยกู้ให้ประชาชนรากหญ้า" อาศัยจุดเด่นเรื่อง "คนไปรษณีย์" ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ย่อมทราบความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี
"คนไปรษณีย์จะรู้ว่าคนในพื้นที่ดีอยู่แล้ว ใครอยู่บ้านไม่อยู่บ้าน เป็นคนขี้โกงหรือไม่อย่างไร จะเห็นหมด จึงคิดว่าที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ 1,200 แห่ง น่าจะเป็นช่องทางที่เข้าถึงประชาชนทั่วทุกแห่งในประเทศไทย โดยให้กระทรวงไอซีทีร่วมกับกระทรวงการคลังไปดำเนินการ ซึ่งขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังคิดรูปแบบโครงการอยู่" จุติ กล่าว
สำหรับรูปแบบเบื้องต้นที่วางไว้ "จุติ" อธิบายว่า จะปล่อยกู้ให้แก่ประชาชนไม่เกินรายละ 1 หมื่นบาท อัตราดอกเบี้ยไม่น่าจะเกินร้อยละ 1 ต่อเดือน ลูกค้าที่จะกู้ต้องรวมกลุ่มกันกลุ่มละ 6 คน โดย 5 คน ทำหน้าที่ค้ำประกัน คนที่ติดเครดิตบูโร ก็สามารถมากู้เงินในโครงการนี้ได้ ทำคล้ายกับ ธ.ก.ส.
"ถ้ามากู้หนึ่งคนอีก 5 คนมาค้ำประกันจะมีความเสี่ยงเพียงคนละ 2 พันบาท จะลดความสูญเสียของหนี้สูญได้ และอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 ต่อเดือน ถือว่าถูกกว่าเงินกู้นอกระบบ" รมว.ไอซีที กล่าว
การเปิดโอกาสเข้าถึงเงินกู้ให้แก่ประชาชนระดับรากหญ้าก็ใช่ว่า "โครงการไปรษณีย์แบงก์" จะเป็นเรื่องใหม่ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีหลายโครงการที่จะเป็นแหล่งเงินกู้ให้ประชาชนได้เข้าถึง ไม่ว่าจะเป็น “กองทุนหมู่บ้าน” หรือ “ธนาคารประชาชน”
"โครงการไปรษณีย์แบงก์" จึงถูกมองว่าเป็นแหล่ง "เพิ่มหนี้" ให้แก่ประชาชนที่ไม่มีวินัยเรื่องการใช้เงินมากกว่า
"จุติ" อธิบายถึงความแตกต่างของ "โครงการไปรษณีย์เพื่อสินเชื่อรายย่อยปล่อยกู้ให้ประชาชนรากหญ้า" กับโครงการเงินกู้ของ ธ.ก.ส. และธนาคารออมสิน โดยธนาคารออมสินให้กู้ระดับแสนถึงล้านบาท ส่วน ธ.ก.ส.จะให้กู้ระดับ 5 หมื่นถึงแสนบาท แต่ของโครงการไปรษณีย์แบงก์จะให้กู้เพียง 1 หมื่นบาท
"คนมีเงินเดือนเงินหมดก็กดบัตรเงินด่วน แต่เสียอัตราดอกเบี้ยค่อนข้างสูง โครงการไปรษณีย์แบงก์ถือเป็นช่องทางในการใช้เงินด่วนดอกเบี้ยต่ำ มีเงินเท่าไหร่นำมาใช้คืน วงเงินเหลือเงินเท่าไหร่ก็สามารถใช้เงินได้เท่าที่วงเงินเหลือเป็นการหมุนเงิน" รมว.ไอซีที กล่าว
"จุติ" กล่าวว่า เริ่มต้นจะเปิดให้บริการที่ไปรษณีย์ 100-200 สาขาทั่วประเทศก่อน เมื่อมีความพร้อมมากขึ้น เริ่มจากจังหวัดที่มีดัชนีความยากจนในประเทศไทยของสภาพัฒน์เป็นเกณฑ์ก่อน และดัชนีที่เกี่ยวข้องกับปัญหาปริมาณหนี้นอกระบบสูง
ส่วนเรื่องสำนักงาน "รมว.ไอซีที" บอกว่า จากการสำรวจพบว่า 85% ของไปรษณีย์ทั้งประเทศมีพื้นที่พอ สามารถใช้ต้นทุนที่ถูก ใช้คนบริการน้อยที่สุดโดยเน้นใช้ระบบซอฟต์แวร์ สาขาหนึ่งไม่น่าเกิน 2-3 คน ต้องเป็นคนในชุมชน เพื่อจะได้รู้ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ที่มากู้ เบื้องต้นโครงการนี้จะปล่อยกู้ โอนเงิน รับชำระเงิน ยังไม่มีการรับฝากเงิน ถือว่าโครงการปล่อยกู้เป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้แก่ไปรษณีย์อีกช่องทางหนึ่งด้วย
"เริ่มต้นต้องหาพนักงานและฝึกประมาณ 30 วัน ระบบคอมพิวเตอร์ขอยืมมาจากสถาบันการเงินอื่นได้ ถ้าไม่มีการพลาดเป้าในการขอใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง ประมาณปีใหม่กับตรุษจีนน่าจะเริ่มดำเนินการได้"
สำหรับ "แหล่งเงิน" ที่นำมาปล่อยให้ประชาชนกู้ "จุติ" บอกว่า เท่าที่ดูไปรษณีย์มีเงินสะสมของตัวเองเหลืออยู่ จะนำเงินในส่วนนี้มาหรือถ้ามีหุ้นส่วนหรือพันธมิตรในเชิงธุรกิจก็จะนำเงินมาช่วยปล่อยกู้ เพราะคิดว่าวงเงิน 1 หมื่นบาทในปีแรกไม่น่าจะเกินพันล้าน เพราะไม่เร่งทำยอดหรือกำไร เน้นแก้ไขปัญหาความยากจนตามดัชนีที่มีอยู่
คงต้องติดตามดูว่า "โครงการไปรษณีย์เพื่อสินเชื่อรายย่อยปล่อยกู้ให้ประชาชนรากหญ้า" จะเป็นโครงการแก้ปัญหา "หนี้นอกระบบ" หรือจะเป็นโครงการ "เพิ่มหนี้" ให้ประชาชนชนที่ไม่มีวินัยทางการเงิน
แต่ที่แน่ๆ โครงการนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็น "นโยบายหาเสียง" !
สมถวิล เทพสวัสดิ์



