ข่าว

หลักการสงครามของเง่าคี้-คำสั่ง 66/23-บทเรียนสำหรับวันนี้

หลักการสงครามของเง่าคี้-คำสั่ง 66/23-บทเรียนสำหรับวันนี้

25 ต.ค. 2553

ปฏิบัติการทางทหารนั้นเกิดขึ้นด้วยเหตุห้าประการ

 ประการแรกเกิดเพราะความต้องการได้ชื่อเสียง ประการที่สองเป็นการต่อสู้เพื่อได้เปรียบ ประการที่สามเป็นการต่อสู้เพราะความคั่งแค้นที่อัดอั้นอยู่ ประการที่สี่ เป็นการต่อสู้เพื่อแก้ปัญหายุ่งยากภายในบ้านเมือง และประการที่ห้า เป็นการต่อสู้เพื่อแก้ไขความอดอยาก

 ประเภทของสงครามก็แบ่งได้เป็นห้าอย่างเช่นกัน

 ประเภทแรกคือสงครามที่ถูกต้อง ประเภทที่สองคือสงครามรุกราน ประเภทที่สามคือสงครามเพราะความเคืองแค้น ประเภทที่สี่คือสงครามกระหายเลือด ประเภทที่ห้าสงครามบ่อนทำลาย

 สงครามเพื่อระงับยับยั้งความรุนแรงและความระส่ำระสายคือสงครามที่ถูกต้องและสมควร

 สงครามที่อาศัยกำลังเป็นสำคัญคือสงครามรุกราน

 เมื่อใดมีการระดมพลจัดตั้งกองทัพด้วยอารมณ์โกรธของผู้ปกครองคือสงครามเคืองแค้น

 สงครามที่เกิดขึ้นโดยมิได้พิจารณาถึงความสำคัญก่อนหลังด้วยความละโมบคือสงครามกระหายเลือดหรือโอ้อวดอิทธิฤทธิ์

 ส่วนสงครามที่เกิดขึ้นเมื่อบ้านเมืองปราศจากขื่อแป ประชาชนอดอยากจึงก่อเรื่องยุ่งยากแล้วก่อกวนบ่อนทำลายอย่างกว้างขวางเป็นสาเหตุของสงครามบ่อนทำลาย

 สงครามแต่ละประเภทย่อมมีวิธีแก้ไขอันเหมาะสมเป็นอย่างๆ
 สงครามถูกต้องจะต้องดำเนินโดยรัฐบาลที่ถูกต้อง
 สงครามรุกรานแก้ไขด้วยการนอบน้อมถ่อมตัวของตัวเอง
 สงครามเคืองแค้นแก้ไขด้วยเหตุผล
 สงครามอวดอิทธิฤทธิ์แก้ด้วยกลลวงและหักหลัง
 สงครามบ่อนทำลายแก้ด้วยการใช้อำนาจหน้าที่”

 (“ตำราพิชัยสงครามของเง่าคี้” แปลโดย พิชัย วาศนาส่ง-ขอขอบพระคุณ)

 เมื่อครั้งที่เกิดเสียงปืนแตกเมื่อ 7 สิงหาคม 2508 ณ ดินแดนแห่งใบด้ามขวาน รัฐบาลสมัยนั้นก็ประกาศอย่างมั่นใจว่าจะดำเนินการปราบปรามให้หมดสิ้นไปภายใน 8 เดือน พร้อมกับส่งกำลังกองทัพเข้ากวาดล้างอย่างจริงจัง โดยถือว่า บุคคลเหล่านี้เป็นศัตรูสำคัญของชาติที่ “รับแผนจากต่างชาติ” มาเพื่อล้มล้างสถาบันสำคัญของชาติแล้วนำประเทศเป็นบริวารของคอมมิวนิสต์

 ทว่าเมื่อ 8 เดือนผ่านไป เหตุการณ์ความไม่สงบนอกจากจะไม่ยุติลงแล้ว ตรงกันข้ามความรุนแรงกลับขยายออกไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ กองกำลังติดอาวุธของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยรวมทั้งแนวร่วมขยายตัวอย่างกว้างขวางเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ

 รัฐบาลยังคงใช้มาตรการรุนแรงเพื่อกวาดล้าง “คนขายชาติ”เหล่านี้ให้หมดสิ้น “สืบให้ทราบ-ค้นให้พบ-ฆ่าให้เรียบ” เป็นคาถาประจำใจของฝ่ายเจ้าหน้าที่ทุกระดับ

 นั่นยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะเมื่อประเทศกลุ่มอินโดจีนทั้งสามพากันพ่ายแพ้ต่อฝ่ายสังคมนิยมเมื่อปี พ.ศ. 2518

 จะเรียกว่าโชคหรือความชาญฉลาดของผู้นำโดยเฉพาะฝ่ายทหารแกนหลักในการแก้ปัญหาในช่วงทศวรรษ 2520 ก็แล้วแต่ เมื่อเกิดความคิดขึ้นมาในกลุ่มคนระดับนำของกองทัพที่ได้ข้อสรุปจากประสบการณ์สงครามกลางเมืองที่ผ่านมาว่า

 อำนาจและความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนไทยกันเองได้

 ใช้อำนาจที่แทบไร้เขตจำกัด ทั้งที่มีกฎหมายพิเศษรองรับและทั้งวิธีการนอกกฎหมายนานาประการ แต่สถานการณ์กลับยิ่งเลวร้ายลง “ยิ่งปราบยิ่งมาก ยิ่งตียิ่งโต-ตายสิบเกิดแสน”

 23 เมษายน 2523 ฯพณฯ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประกาศใช้ “คำสั่ง 66/23” เปลี่ยนแปลงการใช้วิธีการรุนแรงมาเป็นความปรองดองสมานฉันท์-สงครามพลันยุติ

 เหตุการณ์ครั้งนั้นให้บทเรียนอะไรแก่เราในวันนี้บ้าง ?

 

บัญชร ชวาลศิลป์