
เขตศาลห้ามเข้า
ปรากฏการณ์นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ได้เสนอคำถามอย่างสำคัญต่อความเป็นไปของสถาบันศาล ที่ปกติเป็นคล้ายแดนสนธยา ที่สังคมภายนอกมีความรู้น้อย อีกทั้งมีความเชื่อว่า สถาบันศาลไม่อาจแตะต้อง ไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์ หาไม่แล้วจะมีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล นี่ย่อมเป็นความจริ
ส่วนเสียกับคำพิพากษานั้น หรือใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมกล่าวถึงศาลในเรื่องอื่นๆ แต่ถ้าหากการวิพากษ์วิจารณ์ตั้งอยู่บนหลักฐาน และมุมมองทางวิชาการ เพื่อเป็นการถ่วงดุล และเพื่อให้มีความถี่ถ้วนระมัดระวัง เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม บทบาทเช่นนี้น่าจะเป็นสิ่งที่พึงกระทำได้
กรณีของศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มักมีข้อครหาอยู่เสมอว่า การตัดสินหรือวินิจฉัยคดีผันแปรไปตามอำนาจทางการเมือง ตุลาการบางคนในทั้งสองศาลก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มอำนาจการเมืองไม่กลุ่มใดก็กลุ่มหนึ่งเสมอ ในขณะเดียวกันก็ปรากฏข่าวคราวในการวิ่งเต้นคดีต่อสาธารณะเนืองๆ เช่น กรณีถุงขนม 2 ล้านบาท ที่ทนายความทักษิณส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแผนกคดีนักการเมือง ระหว่างพิจารณาคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ ซึ่งในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกทนายเป็นเวลา 6 เดือน การพบปะกันระหว่างนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ และนายวิรัช ร่มเย็น ก็มีนัยไม่แตกต่างกัน
ไม่ว่านายชัช ชลวรประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะแสดงความรับผิดชอบในกรณีนายพสิษฐ์ เพียงปลดออกจากตำแหน่งฐานกระทำตัวไม่เหมาะสมหรือไม่ แต่สังคมก็ยังคงมีคำถามเช่นเดียวกับคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหลายว่า นายชัชสมควรจะแสดงความรับผิดชอบยิ่งกว่านั้นหรือไม่ ในฐานะเป็นประมุขของสถาบันตุลาการแห่งนี้ นายชัชยืนยันว่าการสั่งปลดนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ออกจากเลขานุการประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นเพราะวางตัวไม่เหมาะสม เพราะไปคุยกับพรรคคู่คดีกับศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนข้อหาอื่นยังไม่มี ข่าวที่ออกมาว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งว่าเจอนายพสิษฐ์แล้วให้จับหรือไม่ให้เข้าศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่มี เพราะยังไม่ใช่ผู้ต้องหา
ควรให้สังคมเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า สถาบันข้าราชการตุลาการนั้น หาได้อยู่เหนือคำวิพากษ์วิจารณ์ไม่ หากแต่บทบาทในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของศาล หรือบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรเป็นบทบาทของนักวิชาการ และสื่อสารมวลชน ที่ต้องกระทำอย่างสุจริต ตรงไปตรงมา และมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องกฎหมายพอสมควร ในเชิงหลักการแล้ว ไม่ควรมีสถาบันใดสถาบันหนึ่งที่ดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระและเอกเทศ โดยไม่มีการตรวจสอบ ถ่วงดุลเลย โดยเฉพาะสถาบันที่เกี่ยวข้องกับอำนาจและผลประโยชน์ นักวิชาการและสถาบันสื่อมวลชน จะต้องมีบทบาทในการนำความคิดของสังคมเพื่อให้สถาบันศาลมีธรรมาภิบาล ตรวจสอบ และวางใจได้



