ข่าว

ความปรองดอง-โอกาสที่ว่างเปล่ากับ"อนาคตประเทศไทย"

ความปรองดอง-โอกาสที่ว่างเปล่ากับ"อนาคตประเทศไทย"

24 ต.ค. 2553

การประโคมข่าวกระแสน้ำท่วมประเทศในแถบภาคอีสานอย่างพื้นที่จ.นครราชสีมาและปราจีนบุรีแม้จะชิงพื้นที่ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์และทีวีไปได้ช่วงนี้ สลับกับข่าวการเกิดระเบิดในพื้นที่บางจุดและข่าวการชุมนุมของกลุ่มคนใส่เสื้อสีแดงที่อยุธยาให้ได้เห็นอยู่บ้าง แต่กระแสท

 แม้จะดูว่าความตั้งใจของรัฐบาลที่จัดตั้งคณะกรรมการ 3 ชุด ไม่ว่าจะเป็นชุดของอดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ศ.นพ.ประเวศ วะสี และศ.คณิต ณ นคร เพื่อซ่อมแซมเสริมสร้างความแข็งแกร่งของบ้านเมืองให้คืนสู่สภาพปกติสุขด้วยการเร่งทำความจริงให้กระจ่าง การให้ความยุติธรรมและเยียวยาอย่างเท่าเทียมกันนั้น ดังที่ทราบกันแล้วนั้น จะทุ่มเทสรรพกำลังมากเพียงใด แต่การตอบรับของสังคมก็ยังเป็นแค่รับรู้ที่ว่างเปล่าและเย็นชายิ่งนักสำหรับความหวังดีต่อบ้านเมือง

 ความสำนึกร่วมที่จะให้ความร่วมมืออย่างจริงใจ เป็นความสมัครสมานสามัคคี แบบการปฏิบัติการ "ฟีนิกซ์" แห่งชิลีนั้น ยังนับว่าห่างไกล

 จึงไม่น่าแปลกใจว่าการเมืองเรื่องความปรองดองของหลายๆ แม้แต่แนวคิดรองนายกฯ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์เอง ที่ดูจะได้รับการตอบรับเกินคาดขณะนี้ก็ตาม แต่สถานการณ์ก็ยังไม่มีอะไรที่ไกลไปกว่าแค่ใช้คำว่า ปรองดอง เป็นวาทกรรมเพื่อเคลื่อนไหวทางการเมืองสร้างคะแนนเสียงเท่านั้น จึงไม่น่าจะเกินคาดที่ผลจะออกมาว่าเป็นเหมือนการเขียนรายงาน "ประเทศไทยของฉัน" เนื้อหาสาระใช้ถ้อยคำสวยหรู แต่ไม่สามารถทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้อยู่ดี เปรียบเหมือนยาดี แต่คนไข้ไม่ต้องการ เพราะไม่ชอบหน้าหมอ

 หากสถานการณ์ยังคงเป็นลักษณะนี้ ความเชื่อเรื่องความปรองดองทางการเมืองจะสำเร็จหรือไม่? ยังไม่มีใครตอบได้ แต่ตราบใดที่สถานการณ์ยังเป็นการชิงเหลี่ยมทางการเมืองก็เชื่อว่าการปรองดองก็เป็นแค่คำคำหนึ่งในทางการเมืองที่หารูปธรรมอะไรไม่ได้ 

 คำว่า "ความปรองดอง" ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้อธิบายทุกความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น ดูแล้วแทบไม่มีฝ่ายใดไม่เอาด้วยกับแนวทางการปรองดอง แต่ทุกฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวทางการปรองดองนี้ต่างก็มีรูปแบบ วิธีการและกระบวนการปรองดองที่แตกต่างกัน การจะปรองดองกันนั้น ต้องเริ่มที่อะไรก่อน เริ่มอย่างไรนั้น ดูจะไม่สำคัญเท่ากับความ "ต้องเป็นธรรม" และความ "ต้องเท่าเทียม" ที่ทั้งรัฐบาลและทุกฝ่ายในสังคมจะหยิบยื่นให้กันในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เป็นคนไทยด้วยกันต่างหาก

 แต่ก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากที่จะหวังว่าทางออกของสังคมไทยขึ้นอยู่กับ "ชนระดับนำ http://www.komchadluek.net/search.php?search=ชนชั้นนำ" ของแต่ละกลุ่มได้ซึ่งที่ผ่านมาได้พิสูจน์แล้วว่ายังคงอิงอยู่กับอำนาจมากกว่าจะมีความคิดเป็นอิสระเพื่อ "ประโยชน์สาธารณะ" อย่างที่เราอยากจะเห็น

 จากคำสัมภาษณ์เรื่อง หากชนชั้นนำแบ่งเค้กกันได้มวลชนจะอยู่ที่ไหน ของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อย่าง รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สรุปว่า การจะปรองดองได้ เราต้องยอมรับการดำรงอยู่ของฝ่ายตรงข้าม เพราะถ้าทำลายเขาเราตายด้วย นั้น น่าจะเป็นเรื่องที่ตรงที่สุด

 อาจารย์ไชยันต์ อธิบายว่า เราไม่สามารถอยู่ได้ ถ้าเราจะทำลายอีกฝ่ายหนึ่งอย่างราบคาบ ถ้าเสื้อเหลืองคิดว่าทางออกคือต้องเอาเสื้อแดงให้ตายก็เป็นไปไม่ได้ เสื้อแดงก็เหมือนกันจะคิดว่าต้องชนะในที่สุด โดยที่ไม่มีเสื้อเหลืองอยู่ในประเทศไทยก็เป็นไปไม่ได้ ที่สำคัญขณะนี้มีสีน้ำเงินและสีอื่นตามมาด้วย

 สอดคล้องกับโจทย์ข้อใหญ่ที่นักปรองดองตัวพ่ออย่าง พล.ต.สนั่น จะต้องหาคำตอบให้เจอว่าหลังจากได้คุยทุกฝ่ายแล้ว ชนชั้นนำจะยอมให้เกิดการปรองดองหรือไม่ ในขณะที่ เสธ.หนั่น กล่าวย้ำว่า ตนบอกให้ลืม ก้าวข้ามไป เราคนไทยก็เคารพนับถือกัน

 ต้องคิดกับคำพูดประธานาธิบดีเนลสัน แมนเดลา ให้มากๆ ที่ท่านบอกให้ชาวแอฟริกาใต้ทั้งหมดให้ลืมอดีตเสีย มาเริ่มต้นกันใหม่ รู้จักให้อภัย เมื่อเราชนะแล้วต้องรู้จักเมตตากรุณากับผู้ที่แพ้เรา ปัญหาสาหัสสากรรจ์ขณะนี้เกิดจากนักการเมือง ถ้านักการเมืองพูดกันได้ ทุกภาคส่วนของประชาชนที่ถือข้างพรรคไหนๆ ก็จะตามไปด้วยเอง และที่อันไหนไม่เห็นด้วยก็ค่อยๆ แก้ไขกันไป ในอนาคตอาเซียนจะโตขึ้น ถ้าเรามัวรบใครมาเป็นรัฐบาลก็ไม่ทำให้ประเทศเจริญได้

 การแย่งเฟรมพื้นที่ข่าว “ปรองดอง” บางครั้งอาจดูเหมือนจะทำให้ความไม่ปรองดองปะทุขึ้นมาบ้าง ดังสงครามค่าเงินที่ก่อตัวเป็นความกังวลที่ขยายวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลกทั้งเอเชียและยุโรปขณะนี้

 แม้นักวิเคราะห์การเมืองจะมองว่า ท้ายที่สุดแล้วสังคมไทยจะได้อะไรไม่มากจากเรื่อง “ปรองดอง” นี้ นอกจากทำให้นักวิชาการบางคน งานชุกขึ้น เหมือนที่สังคมไทยไม่ได้อะไรจากกระแสข่าวดาราท้อง ที่สื่อนั่นแหละเป็นคนได้ประโยชน์ โทรทัศน์ได้เรตติ้ง หนังสือพิมพ์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และชาวบ้านร้านช่องได้เม้าท์กันกระจาย

 ต้องดูกันต่อไปว่ารองนายกฯ เสธ.หนั่น พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ จะปิดท้ายเส้นทางการเมืองด้วยตำแหน่งสูงสุดแค่รองนายกฯ จริงหรือ?  และคำพูดที่ว่าผม ขีดเส้นใต้แล้วว่านายกฯ ก็ไม่เป็น นั่นจะเป็นจริงเพียงใด คงต้องรอลุ้นไปพร้อมๆ กับอนาคตประเทศไทย (ของฉัน) ว่าจะกลับมาสวยงาม เป็นปกติสุข และร่มเย็นดังเช่นวันวานหรือไม่ ภารกิจสุดท้ายก่อนวางมือทางการเมืองของเสธ.คนดัง อย่างพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เจ้าของฉายาแมว 9 ชีวิต จะสำเร็จได้จริงหรือจะเป็นเพียงความปรองดองที่ว่างเปล่า...เท่านั้น

ผศ.การุณันทน์ รัตนแสนวงษ์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม