ข่าว

 คิดกลับข้าง

คิดกลับข้าง

24 ต.ค. 2553

คำพูดที่ว่า “อย่าล้อเล่นกับธรรมชาติ” จริงหรือไม่จริงอย่างไร เราคงได้เห็นแล้วจากแรงน้ำที่ไหลบ่าทะลักเข้าท่วมท้นหลายพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมา ปราจีนบุรี นครสวรรค์ และลพบุรี กลายเป็นอุทกภัยครั้งใหญ่ ที่คร่าชีวิตผู้คน ทำลายทรัพย์สิน และสร้างความเดือดร้อน สู

และต้องพูดด้วยว่า “อย่าล้อเล่นกับน้ำใจ” เพราะเมื่อทุกข์มาเยือน ภัยถมทับ คนไทยทั้งประเทศต่างร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หมายรวมถึงสื่อในเครือเนชั่น ที่ระดมความช่วยเหลือและเป็นศูนย์กลางรับบริจาค ซึ่งทราบมาว่าความช่วยเหลือลอตแรกได้เดินทางออกจากเนชั่น ทาวเวอร์ บางนา เรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ ทำให้อดนึกถึงอีกหนึ่งวลีไม่ได้ นั่นคือ “อย่าล้อเล่นกับฟันด์ โฟลว์” เพราะฟันด์ โฟลว์ (Fund Flow) หรือเม็ดเงินลงทุนจากนอกบ้าน ที่ถั่งโถมเข้ามาในบ้าน ทำให้ตลาดเงินปั่นป่วน เงินบาทแข็งค่า และแน่นอนว่า เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ดัชนีราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเฉียด 1,000 จุด

บางคนบอกว่า หุ้นขึ้นกระฉูดแบบนี้ จะกลุ้มทำไม ต้องบอกว่า งานนี้มีคนกลุ้มกันเยอะค่ะ โดยเฉพาะบรรดาผู้คนที่มีภาระต้องจ่ายภาษี เนื่องเพราะที่ผ่านมา การลงทุนในหุ้นผ่านกองทุนที่เรียกว่า “กองทุนรวมหุ้นระยะยาว” หรือ “แอลทีเอฟ” สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 3 แสนบาทหรือไม่เกิน 15% ของเงินได้

ราคาหุ้นที่สูงขึ้น ก็หมายความถึงต้นทุนของคนซื้อ “แอลทีเอฟ” ที่จะใช้ลดหย่อนภาระภาษีเพิ่มสูงขึ้น

จริงๆ แล้ว หลักการลงทุนใน “แอลทีเอฟ” ที่ดี คือ การซื้อเฉลี่ยไปเรื่อยๆ ทุกเดือนด้วยเงินก้อนเท่าๆ กัน แต่ผู้คนส่วนใหญ่มักจะรอซื้อปลายปี โดยจะเริ่มทยอยซื้ออย่างจริงจังในช่วงไตรมาสที่ 3 นั่นคือ ระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน ซึ่งจากสถิติที่ผ่านมา จะพบว่า ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงที่ “ไม่ดีที่สุด” สำหรับตลาดหุ้น

ขณะที่บางส่วนก็รอแบบสุดๆ ไปรอซื้อตอน 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้นปี เอาแค่ว่า ให้ใช้สิทธิ์ทันปีภาษีนี้เป็นพอ

แต่สำหรับปี 2553 ที่ผ่านไปเกือบ 10 เดือน ต้องบอกว่า ทุกอย่างพลิกผัน เพราะไตรมาสที่ 3 ซึ่งเคยไม่ดีที่สุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลายเป็นร้อนแรงจากเงินลงทุนหรือฟันด์ โฟลว์ ของต่างชาติซะงั้น

คนที่รอซื้อ “แอลทีเอฟ” ก็เลยได้แต่อึ้ง แล้วก็อึ้ง ว่าจะทำไงล่ะทีนี้

ดิฉันมีโอกาสคุยกับคุณโชติกา สวนานนท์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์ จำกัด ผ่านรายการ “เงินทองต้องรู้” เธอแนะนำว่า ถึงแม้หุ้นจะขึ้นมามากแล้ว เมื่อเทียบกับต้นปีที่ผ่านมา แต่ถ้าจำเป็นต้องซื้อ ก็ต้องซื้อ

“ถ้ากลัวว่า ราคาหุ้นแพงเกินไปแล้ว ก็อยากจะบอกว่า ยังไม่แพงเกินไป โดยเฉพาะเมื่อดูจากราคาต่อกำไรต่อหุ้น หรือที่เรียกว่า พีอี เรโช ของเรายังต่ำอยู่ เมื่อเทียบกับดัชนีที่ใช้วัดตลาดหุ้นทุกประเทศในภาคพื้นเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น ขณะที่ปีหน้า เรายังมองว่า ปัจจัยพื้นฐานคือ กำไรของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ก็น่าจะเติบโตขึ้นได้อีกไม่ต่ำกว่า 15% ประกอบกับภาคพื้นอเมริกาไม่ดีเลย จะเห็นว่า มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้อย่างต่อเนื่อง และไม่ได้ไหลเข้าเฉพาะประเทศไทย แต่ไหลเข้าทั้งภูมิภาค”

คุณโชติกา บอกว่า การลงทุนในหุ้น ต้องมองไกลๆ มองไปว่า อีก 5 ปีข้างหน้า พื้นฐานของประเทศจะเป็นอย่างไร ถ้ามองว่ายังดีอยู่ แล้วก็ดีกว่าภูมิภาคอื่น เพราะยุโรปก็ไม่ดี อเมริกาก็แย่ลงทุกวัน กระตุ้นยังไงก็ไม่ขึ้น ดังนั้น เอเชียยังมีแนวโน้มดีอยู่ต่อเนื่อง ก็แปลว่า น่าจะยังลงทุนได้อยู่

 อย่างไรก็ตาม เธอเสนอแนวคิดที่น่าสนใจไม่น้อย และเป็นแนวคิดแบบ “กลับข้าง” เพราะที่ผ่านมา คนที่ลงทุนใน “แอลทีเอฟ” จะนึกถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นเรื่องแรก ส่วนผลตอบแทนที่ได้รับจากการปรับตัวของหุ้นเป็น “ของแถม”

“ไม่อยากให้มองสิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นอันดับ 1 แต่อยากให้มองเรื่องของผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นอันดับ 1 และประโยชน์ทางภาษีเป็นของแถม อยากให้ลอง ‘คิดกลับด้าน’ เพราะจริงๆ สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้มา วัตถุประสงค์หลัก คือ อยากให้คนลงทุนในตลาดหุ้นเป็น กล้าลงทุน และพอเห็นผลตอบแทนจากการลงทุนระยะยาวก็จะทำให้กล้าที่จะทดลอง พอคนติดใจ เริ่มลงทุนเป็น ก็จะแบ่งเงินเป็น เข้าใจเรื่องของความเสี่ยงกับผลตอบแทน แล้วก็มองการลงทุนในตลาดหุ้นหรือตลาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน”

 ขณะเดียวกัน สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการลงทุนใน “แอลทีเอฟ” สำหรับเม็ดเงินลงทุนที่จะเข้าไปลงทุนใหม่นั้น ก็จะสิ้นสุดในปี 2557 เท่านั้น ทำให้คุณโชติกาบอกว่า นักลงทุนที่เคยชินกับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ควรให้ความสนใจกับผลตอบแทนมากขึ้น เพราะต้องยอมรับว่า ในปีที่ผ่านมา กองทุนแอลทีเอฟหลายๆ กองโชว์ผลงานได้ดีเลยทีเดียว

 อย่างเช่น กองทุนแอลทีเอฟ ภายใต้การบริหารของ บลจ.ไทยพาณิชย์ ซึ่งเกณฑ์เฉลี่ยอยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยมีกองทุนที่มีผลการดำเนินงานสูงกว่าตลาดหลักทรัพย์ซึ่งอยู่ที่ 35.14% จำนวน 2 กองทุนคือ กองทุน “เอสซีบีแอลที 3” ให้ผลตอบแทนไปแล้วถึง 43.14% (ณ 13 ต.ค.53) และกองทุน “เอสซีบีแอลทีที” ให้ผลตอบแทน 41.92%

 ดูจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นของตลาดหุ้นที่ทะลักล้นในปีนี้แล้ว อดนึกถึงเหตุการณ์น้ำท่วมที่ “ธรรมชาติขอเอาคืน” จากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งคงคล้ายๆ กับตลาดหุ้น “ขอเอาคืน” จากคนที่ซื้อแบบไม่ยอมถัวเฉลี่ยให้เจ็บใจเล่น

 และเป็นเจ็บแบบจำยอม เพราะยังไงก็ต้อง “ซื้อ”

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]