
ห่วงการเมืองรุนแรงฉุดศก.ดิ่งลึกเอดีบีชี้เลวร้ายติดลบ4-5%
เอดีบีคาดปีนี้จีดีพีติดลบ 2% ห่วงการเมืองไทยเลวร้ายฉุดติดลบหนัก 4-5% ธปท.เผย ก.พ.ข้อมูลเศรษฐกิจบางตัวดีขึ้น ส่งสัญญาณเข้าสู่สมดุล รับการเมืองวุ่นกระทบเศรษฐกิจ ด้าน ส.อ.ท.วอนเสื้อแดงคำนึงถึงความเสียหายของชาติด้วย เตือนกระทบเชื่อมั่น
นายฌอง ปิแอร์ เวอร์บีสท์ ผู้อำนวยการสำนักงานผู้แทนของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย หรือ เอดีบี ประจำประเทศไทย กล่าวในการเผยแพร่งานวิเคราะห์เศรษฐกิจเอเชียปี 2552 ว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะติดลบ 2% ในปีนี้ และฟื้นตัวเป็นบวก 3% ในปีหน้า โดยการหดตัวของจีดีพีไทยในปีนี้เป็นครั้งแรกนับจากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2541 และอาจทำให้คนว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม หากการเมืองไทยเลวร้ายมากขึ้น จะทำให้จีดีพีของไทยติดลบมากขึ้น เนื่องจากรัฐบาลต้องเสียเวลาแก้ปัญหาการเมือง จนทำให้การตัดสินลงทุนแก้ปัญหาเศรษฐกิจล่าช้าออกไปอีก จีดีพีจะยิ่งติดลบมากขึ้น อาจติดลบ 4-5% แต่อาจไม่ใช่เพราะปัจจัยในประเทศเท่านั้น อาจมีปัจจัยต่างประเทศร่วมด้วย นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเสี่ยงคือ หากกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมตกอยู่ในสภาพถดถอยนาน จะทำให้การส่งออกทั้งสินค้าและบริการหดตัวมากกว่าที่คาดไว้
ด้านนางอมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองที่ร้อนแรงขึ้น เป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ซึ่งจากการสำรวจความเห็นของผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ยอมรับว่า ยังมีความกังวลเรื่องดังกล่าว โดย ธปท.เห็นว่าหากการเมืองมีความรุนแรงมากขึ้น อาจจะเป็นตัวฉุดทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลงมากกว่านี้
ทั้งนี้ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนกุมภาพันธ์ยังคงหดตัว แต่มีข้อมูลเศรษฐกิจบางตัวปรับดีขึ้น สะท้อนว่าเศรษฐกิจกำลังปรับตัวเข้าสู่สมดุล โดยผลผลิตอุตสาหกรรมขยายตัว 1.9% เนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตเพื่อการส่งออกเริ่มปรับตัวดีขึ้น เช่น หมวดอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจคือ การที่รัฐบาลเร่งการเบิกจ่ายมากขึ้น และเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนกังวลกับการชุมชนของกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่าความวุ่นวายไม่ยอมจบลง โดยภาคเอกชนต้องการให้กลุ่มเสื้อแดงมองเห็นถึงความเสียหายของประเทศด้วย และต้องการให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจรับฟังข้อมูล ซึ่งจำเป็นที่รัฐบาลต้องจัดการไม่ให้กระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศ เพราะข่าวออกไปทั่วโลก ส่งผลให้ต่างประเทศมองไทยว่ายังมีความวุ่นวายทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง



