
"มาร์ค"ขึ้นฮ.บินไปตรวจน้ำท่วมชัยภูมิ
"อภิสิทธิ์"ขึ้นฮ.บินไปสำรวจน้ำท่วมจ.ชัยภูมิ พร้อมมอบถุงยังชีพให้ชาวบ้าน 1,000 กว่าครอบครัว เผย อังคารนี้นำปัญหาน้ำท่วมเข้าครม.พร้อมปรับลดเงื่อนไขการช่วยเหลือน้ำท่วมให้คล่องตัวมากขึ้น ด้านอธิบดีปภ. เผย จัดหาเรือ-ส้วม เร่งด่วนภายใน 5 วัน เตือน 26-27 ต.ค.
(23ต.ค.) เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์มาลงสนามกีฬากลางจังหวัดชัยภูมิ เพื่อตรวจพื้นที่น้ำท่วมเมือง เบื้องต้นได้เดินทางไปยังบ้านกุดละลม หมู่ 3,9,10 ที่มีประชาชนเดือดร้อนจำนวน 1,119 หลังคาเรือนที่ถูกน้ำท่วมเสียหายเกือบ 100 % มาประมาณ 7 วันแล้ว โดยนายกฯได้มอบถุงยังชีพ และรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านทั้งหมดเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาต่อไป
จากนั้นได้เดินทางต่อมาที่เขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ ที่ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมจังหวัด ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเอนกประสงค์ของเทศบาลเมืองชัยภูมิ เพื่อรับฟังปัญหาในภาพรวมของจังหวัด โดยมีนายสุรพจน์ รัชชุศิริ นายอำเภอเมืองชัยภูมิ เป็นคนบรรยายสรุปสถานการณ์น้ำท่วมให้ฟัง ซึ่งภาพรวมปัญหาน้ำท่วมในเขตพื้นที่ อ.เมืองชัยภูมิ เริ่มคลี่คลายแล้ว โดยเฉพาะปัญหาน้ำจากเขื่อนที่ทะลักเข้าท่วมเมือง แต่จะมีปัญหาอยู่เพียงน้ำจากแม่น้ำชีที่หนุนสูงและล้นตลิ่งขึ้นมาถึง 2 เมตร และได้ไหลเข้าท่วมหมู่บ้าน 36 หมู่บ้าน รวมพื้นที่การเกษตรเสียหายเบื้องต้นประมาณ 58,000 ไร่ แต่ความเสียหายภาพรวมยังสรุปไม่ได้ เนื่องจากยังมีถนนกว่า 30 สายน้ำยังท่วมสูง โดยน้ำชีที่หนุนเข้ามา ได้หนุนมาในพื้นที่ ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง ชาวบ้านกว่า 100 ครอบครัวต้องเดือดร้อนและนอนกลางถนน ขาดรถสุขาเคลื่อนที่ และล่าสุดน้ำชีได้ไหลทะลักเข้าสู่เขตอ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ และ จะไหลต่อเข้าเขตพื้นที่ อ.แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น ในคืนนี้ (23 ต.ค.)
โดยหลังจากฟังบรรยายสรุปจากนายอำเภอเมืองชัยภูมิแล้ว นายอภิสิทธิ์ ได้เปิดเผยว่า จะเร่งนำเรื่องปัญหาความเดือดร้อนจากน้ำท่วมเมือง ทั้งในพื้นที่ภาคอีสานและภาคกลางเข้าไปหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารนี้ เพื่อจะได้หาแนวทางช่วยเหลือ โดยเฉพาะจะปรับลดเงื่อนไขต่างๆที่ยุ่งยากให้น้อยลงเพื่อจะได้นำงบประมาณมาช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้ทันท่วงที และได้ให้จังหวัดชัยภูมิเร่งสำรวจแนวทางการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในระยะยาวเอาไว้ เพื่อจะได้เสนอเพื่อของบประมาณดำเนินการต่อไปด้วย จากนั้นเวลา 12.00 น.นายกรัฐมนตรีได้เดินทางกลับกรุงเทพฯ
นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึงการเสนอของบประมาณเพิ่มเติมในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ค.ร.ม.) เพื่อนำมาช่วยเหลือจังหวัดที่ประสบอุทกภัยว่า ส่วนของ ปภ.คงจะขอเพิ่มเติมในสองสามส่วน คือ ในเรื่องแรก นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีให้จัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติมโดยเร่งด่วน อาทิ เรือ และส้วมเคลื่อนที่ ส่วนประเด็นที่ 2 คือ การพิจารณาอาจจะมีการนำเรียนเพื่อรับทราบการขยายวงเงินทดลองราชการของจังหวัดต่างๆที่ใช้เงินจังหวัดละ 50 ล้าน ขณะนี้บางบางจังหวัดมีภัยที่เกิดขึ้นกว้างขวางก็จะขยายวงเงินทดลองเกิน 50 ล้าน แต่เป็นเพียงการเสนอให้ ครม.รับทราบ ส่วนเรื่องที่ 3 พิจารราช่วยเหลือครัวเรือนเป็นพิเศษ ซึ่งรัฐมนตรี ปภ.ได้ให้นโยบายว่า ให้หลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันคิดเกณฑ์ว่าจะช่วยเหลือประชาชนเป็นครัวเรือน นอกเหนือจากระเบียบที่ใช้ในการปฏิบัติในเกณฑ์การช่วยเหลือประชาชนใน 9 ประเด็นอย่างไรบ้าง
เมื่อถามว่าจังหวัดที่ต้องขอเพิ่มวงเงินนั้นมีประมาณกี่จังหวัด นายวิบูลย์ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 22 ต.ค ที่ผ่านมา นายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เชิญตัวแทนจากกรมชลประทาน กทม. กรมอุตุนิยมวิทยา และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ภาคกลางจำนวน 14 จังหวัด เพื่อหารือและประเมินสถานการณ์ว่าภายในสัปดาห์นี้จะมีน้ำท่วมเกิดขึ้นมากน้อยขนาดไหน ซึ่งขณะนี้ก็ยังน้ำฝนก็ยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าจะตกเพิ่มขึ้นอย่างไร เพราะอยู่สภาพอากาศ และน้ำทะเลก็จะหนุนอยู่ที่ประมาณ 4-5 วัน แต่น้ำเหนือที่ลงผ่าน จ.ชัยนาท และทางด้านหนึ่งจาก จ.ลพบุรี ช่วงประมาณวันที่ 26 - 27 ต.ค. จะมีปริมาณน้ำถึง 4 , 000 ลูกบาศก์เมตรเศษต่อวินาทีที่ไหลมา ซึ่งจะต้องเตรียมการเสริมแนวกั้นตลิ่งและเตรียมการช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่ จ.พระนครศรีอยุธยาลงมาอย่างเต็มที่ ซึ่งได้มีการเตือนและซักซ้อมการปฏิบัติ
นายวิบูลย์ กล่าวว่า ส่วนทางภาคอีสานได้เน้นย้ำให้จังหวัดหรืออำเภอที่อยู่ปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางของ จ.ชัยภูมิ ขอนแก่น เรื่อยไปจนถึง จ.อุบลราชธานี หรือว่าเส้นทางของ จ.นครราชสีมา ที่ออกทางด้านใต้ คือ จ.บุรีรัมย์ ไปจนถึง จ.สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งไปลงที่แม่น้ำโขงเหมือนนั้น ยังมีระยะห่างในการเดินทางของน้ำ อำเภอ หรือจังหวัดต่างๆที่อยู่ปลายน้ำ ซึ่งมีเวลาพอสมควรในการเตรียมการจะต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ ซึ่งเช้าวันที่ 23 ต.ค.นี้ นายกรัฐมนตรีก็ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมประชาชนที่ประสบอุทกภัย ใน อ.เมือง จ.ชัยภูมิ
นอกจากนี้บางพื้นที่ได้มีการประกาศเป็นเขตภัยพิบัติเพิ่มเติม เช่น จ.นครปฐม แต่หากมีน้ำลดแล้ว ก็จะยุติสถานการณ์การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ทางจังหวัดจะรู้ดีที่สุด ว่าประชาชนต้องการอะไรบ้าง และสื่อก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยได้มาก เพราะว่าพี่น้องประชาชนบางทีก็บอกมาทางสื่อ และสื่อก็ได้ประสานไป ซึ่งผมเองก็มีประสบการณ์ที่มาสื่อมวลชนได้ช่วยมาก ไม่ว่าจะเป็นสื่อวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ หรือศูนย์ข่าวต่างๆ แม้ว่าคนที่ออกไปพบนั้นก็สามารถช่วยได้ ทั้งนี้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเรามีสายด่วนนิรภัย 1784 ซึ่งขณะนี้คนโทรเข้ามาเป็นหมื่นๆรายแล้ว และเราก็ประสานกลับไปยังพื้นที่ ยิงตรงกลับไป อันนี้ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่ง และไม่ใช่แต่แจ้งกลับไปเท่านั้น แต่เราได้ติดตามด้วยว่าได้มีการช่วยเหลือจริงหรือไม่ ทั้งนี้พวกเราทุกคนก็ต้องร่วมกันทุกภาคส่วน เพราะเป็นความเดือดร้อนที่ต้องช่วยกันทุกด้านทุกคน
เมื่อถามว่าได้เตรียมแผนรองรับสำหรับน้ำที่อาจจะท่วมในพื้นที่ กทม.ไว้อย่างไร นายวิบูลย์ กล่าวว่า ทางรองปลัด กทม.ได้พยายามเสริมคัน ซึ่งทาง กทม.ได้ทำคันคอนกรีตไว้รอบแล้ว จะมีขาดอยู่ประมาณ 1 กิโล หรือ 1 , 200 ม. ที่ยังไม่มีพนัง เนื่องจากยังมีปัญหาเรื่องที่ดินกับชาวบ้าน แต่ทาง กทม.ก็จะไปเน้นย้ำจุดนั้นเป็นพิเศษด้วย ส่วนเรือ และส้วม ที่ต้องจัดหาเพิ่มนั้นต้องแล้วเสร็จภายใน 5 วัน ซึ่งจริงๆแล้วซื้อมาก็คงต้องขาดอีก แต่ทางกรมป้องกันและผู้ว่าราชการจังหวัดก็พยายามบริหารจัดการ ซึ่งมีทั้งในส่วนของเอกชน ของภาคราชการที่นำมาช่วยเหลือ ขณะนี้ในส่วนของ ปภ.ได้ย้ายมาจากศูนย์เขตอื่นเกือบทั้งหมดยกเว้นที่มีสถานการณ์อยู่ ก็ยังไม่เพียงพอซึ่งอุปกรณ์เครื่องใช้เหล่านี้ นายกรัฐมนตรีและผู้บริหารก็เห็นความจำเป็นว่าภัยที่เกิดขึ้นนั้น เป็นภัยที่เกิดขึ้นได้หลายชนิด หลายอย่าง ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์ประชาชนก็จะเรียกขอตลอด เช่น เต้นท์เคลื่อนที่ หรือที่พัก เป็นต้น แต่อะไรที่จำเป็นต้องใช้ด่วนถ้าไม่มีของก็คงไม่ใช้เงิน แต่คงจัดการจัดหาให้ถูกตามระเบียบ ตามมาตรฐาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา ชาวนราธิวาสทั้งเด็กและผู้ใหญ่กว่า 30 คน ภายใต้การนำของนายสมโชค เสาร์ศรีอ่อน รองประ ธานกลุ่มคนรักนรา ได้นั่งรถตุ๊กๆและรถยนต์กระบะขับตระเวนตามสถานที่ราชการ ห้างร้านและสถานบริการในเขตเทศบาลเมืองนราธิวาส ถือกล่องรับบริจาดเงินและสิ่งของ เพื่อสมทบทุนส่งกระจายไปให้การช่วยเหลือประชาชนที่ประสบกับอุทกภัยทั้ง 29 จังหวัดในขณะนี้ และได้รับความสนใจมีประชาชนทุกสาขาอาชีพทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างให้เงินและสิ่งของบริจาดเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งการออกตระเวนรับบริจาดของกลุ่มสมาชิกกลุ่มคนรักนราและประชาชนทั่วไปในครั้งนี้ จะดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์อุทกภัยจะคลี่คลายไปตามลำดับ
นายสมโชค เสาร์ศรีอ่อน รองประธานกลุ่มคนรักนรา เปิดเผยว่าพวกเราในฐานะคน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงแม้จะประสบกับปัญหาเหตุการณ์ความไม่สงบ แต่คนนราก็จะไม่ทอดทิ้งคนไทยด้วยกัน ซึ่งขณะนี้มียอดเงินรับบริจาดพอสมควรแล้ว และคาดว่าในเร็ววันนี้เราจะทยอยส่งเงินและสิ่งของไปให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนได้
ด้านพล.ต.ต.สัญชัย ไชยอำพร ผบก.ภ.จว.ปราจีนบุรี เปิดเผยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบให้ตำรวจภูธร 2 ระดมสรรพกำลังทั้งหมดในภาค 2 รวม 8 จังหวัด ประกอบด้วย ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก ฉะเชิงเทรา ชลบุรี จันทบุรี ระยอง และตราด รวม 300 นายเศษไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ จ.นครราชสีมา ตั้งแต่วันนี้ถึง 7 ต.ค. โดยจะปล่อยขบวนจาก สภ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ระยะเวลารวม 17 วัน โดยขบวนได้เดินทางไปตามถนนสาย 304 (กบินทร์บุรี - นครราชสีมา) ซึ่งจะไปรายงานตัวต่อ พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ในวันเสาร์ที่ 23 ต.ค. เวลา 06.00 น.
พล.ต.ต.สัญชัย ให้โอวาสก่อนปล่อยแถวว่า ขอให้กำลังพลปฏิบัติตนในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ให้อยู่ในกรอบ ให้ทุกท่านตระหนักและเข้าใจว่า เป็นการปฏิบัติภารกิจสำคัญที่ต้องรักษาภาพลักษณ์ที่ดีท่ามกลางการจับตาของประชาชนทั้งประเทศ ขอให้อยู่ในกรอบระเบียบ จรรยาบรรณโดยเคร่งครัด การเดินทางไปวันนี้ได้นำสิ่งของไปช่วยผู้ประสบภัย อยากให้ช่วยเหลือพี่น้องประชาชนใน จ.นครราชสีมา และจังหวัดอื่นๆ ด้วย
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และนายทหารระดับสูงเข้าร่วมพิธีวางพวงมาลาอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5.) เนื่องในงานน้อมรำลึก 100 ปี วันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จัดขึ้นที่ลานพระบรมรูปทรงม้าหลังเสร็จสิ้นพิธี พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ ว่า ทุกเหล่าทัพได้ช่วยผู้ประสบภัยเต็มที่ พร้อมเตรียมการรองรับหากปริมาณน้ำทะลักเข้ามาในพื้นที่ กทม.ซึ่ง พล.อ.ทรงกิตติ ได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบไปยังหน่วยต่างๆทั่ว กทม.แล้ว พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับ กทม. เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้น โดยเน้นให้การสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน
เมื่อถามว่ามีการกำชับให้ปรับบทบาทเพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนที่อยู่ในจุดเข้าถึงยากหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คงไม่ต้องปรับ เพราะได้ดำเนินการและสั่งการไปแล้วว่าจุดไหนพื้นที่ไหนที่เข้าไม่ได้เราจะใช้ยุทโธปกรณ์ใดเพื่อเช้าไปช่วยเหลือ เช่น เครื่องบิน และเรือ ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว ทั้งนี้คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไร แต่ต้องมาคิดว่าทำอย่างไรที่จะสามารถช่วยเหลือประชาชนได้มากที่สุดเท่านั้น ซึ่งทหารทุกเหล่าทัพ ทั้ง กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองบัญชาการกองทัพไทยก็ได้จัดกำลังพลเข้าไปช่วยเหลือตามสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ โดยยืนยันทำอย่างเต็มที่ทั้งด้านกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ซึ่งประชาชนก็คงจะเห็นจากสื่อต่างๆแล้วว่า ทหารได้ใช้เรือ และยุทโธปกรณ์ที่มีอยู่เข้าไปส่งอาหารให้แก่ประชาชนทุกๆพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน ซึ่งคงต้องขอขอบคุณกำลังพลทั้งหมดที่ได้ให้การดูแลช่วยเหลือประชาชน และคงต้องต้องดำเนินการช่วยเหลือกันต่อไป แม้ในช่วงหลังน้ำลดแล้วก็ต้องมีการฟื้นฟู ซึ่งกองทัพก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนในการดำเนินการต่างๆ
เมื่อถามว่าจำเป็นต้องใช้งบประมาณเพิ่มเติมจากเดิมหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ขณะนี้ทางกองทัพก็ได้ดำเนินการไปก่อน ส่วนเรื่องงบประมาณเรายังไม่พูดถึง เพราะในการดำเนินการส่วนนี้รัฐบาลมีงบประมาณให้อยู่แล้วคงไม่ต้องเป็นห่วง ขณะนี้น่าจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือประชาชนก่อนดีกว่า ส่วนของที่จะนำไปบริจาคแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนนั้น มีการระบายโดยใช้ยานพาหนะขนไปยังทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงอยู่แล้ว โดยใช้ยานพาหนะขนกว่าร้อยเที่ยวต่อวัน ซึ่งเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาการกระจุกตัว นอกจากนี้ในเรื่องยุทโธปกรณ์ในการขนส่งเพื่อแจกจ่ายสิ่งของให้กับประชาชนนั้น ทางหน่วยในพื้นที่ได้รับผิดชอบดูแลอยู่ว่าพื้นที่ไหนไม่เพียงพอ ก็จะสามารถขอความสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ หรือเปิดรับให้บริจาค ซึ่งทางกองทัพก็พร้อมดำเนินการในส่วนนี้
“การแก้ไขปัญหาในระยะยาวขณะนี้รัฐบาลกำลังดำเนินการ และคิดว่ารัฐบาลได้เตรียมการไว้ทั้งหมดแล้ว โดยเฉพาะในส่วนของกรมชลประทาน ซึ่งได้เตรียมการแต่ละขั้นตอนไว้แล้ว แต่งบประมาณที่ใช้อยู่ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอ ซึ่งคงต้องดำเนินการไปเรื่อยๆ ผมว่าทุกคนก็พยายามที่จะดูแล ก็เข้าใจทั้งหมดว่าได้เตรียมการไว้แล้วทั้งในระยะสั้นระยะยาว และจะดำเนินการอย่างไรผมว่าคงไม่มีปัญหาอะไรหรอก แต่มันขัดเรื่องงบประมาณไม่เพียงพอเท่านั้นเอง ” พล.อ.ประวิตร กล่าว
ด้าน พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆว่า ในส่วนของกองทัพเรือได้ส่งยุทโธปกรณ์ต่างๆที่จำเป็นต่อการช่วยเหลือประชาชน เช่น เรือ ซึ่งได้จัดส่งไปหลายลำเพื่อใช้ในการขนส่งในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก รถบรรทุกในการเคลื่อนย้ายสิ่งของ รถยกพลขึ้นบก จำนวน 2 ลำ และกำลังพลอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งได้ประสานงานร่วมกับกองทัพภาคที่ 2 ว่ามีความต้องการอะไรบ้างเราก็สนับสนุนไปให้ ซึ่งโดยรวมก็ถือว่าเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ในส่วนของพื้นที่ กทม.ก็ได้เตรียมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไว้สำรองจำนวนหนึ่ง เพื่อเตรียมรับมือหากเกิดน้ำท่วมฉับพลันใน กทม.
อย่างไรก็ตามขณะนี้ทางกองบัญชาการกองทัพไทย โดยพลเอกทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส.ได้แบ่งโซนทั่วพื้นที่ กทม.ว่าส่วนไหนใน กทม.เหล่าทัพไหนจะเป็นผู้ดูแลรับผิดชอบ โดยเป็นการแบ่งหน้าที่กันดูแลรับผิดชอบในภาพรวม คงไม่ใช่มอบหมายให้กองทัพใดกองทัพหนึ่งดูแลฝ่ายเดียว แต่ทุกเหล่าทัพต้องช่วยกัน



