ข่าว

'ในหลวง'ทรงติดตามภัยน้ำท่วมใกล้ชิด

'ในหลวง'ทรงติดตามภัยน้ำท่วมใกล้ชิด

24 ต.ค. 2553

ดร.สุเมธ เผย “ในหลวง”ทรงห่วงปชช.ได้รับผลกระทบภัยน้ำท่วม ระบุ พระองค์ท่านยังประชวรแต่ก็ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ชี้ที่ผ่านมา“ในหลวง”ทรงเคยเตือนอย่ารังแกธรรมชาติให้มาก เพราะจะโดนธรรมชาติเอาคืน ย้ำพระองค์แนะให้ตั้งศูนย์กลางฯแก้ไขปัญ หาอย่างเป็นระบบ แย้

(23ต.ค.) ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นห่วงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอุทิศเวลาทั้งหมดเพื่อทำการแก้ไขปัญ หาของประเทศชาติ โดยเฉพาะเรื่องน้ำที่คนไทยได้รับผลกระทบทั้งจากภัยน้ำท่วม ภัยแล้ง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในความสนพระฤทัยของพระองค์ท่าน และจะเห็นได้ว่าแต่ละจุดแต่ละพื้นที่ ก่อนที่พระองค์ท่านจะเสด็จประทับโรงพยาบาลศิริราช ทรงสั่งลงมาประชุมหน่วยงานต่าง ๆ พยายามพระราชทานคำเสนอแนะต่าง ๆ และกลไกต่าง ๆ ก็เดินไปได้ด้วยดี และมีการประสานงานกันทุกหน่วยราชการ เพราะน้ำเกี่ยวข้องกับองค์กรมากมาย น้ำก้อนเดียวอาจจะผ่านเหนือจรดใต้ ฉะนั้นการประสานงานเป็นเรื่องที่สำคัญโดยเฉพาะการบริหารจัดการที่มีความสำคัญมาก และที่ผ่านมาหลายปีก่อนที่มีน้ำทะลักเข้ามาก้อนใหญ่ทุกคนก็เฉย แต่เมื่อพระองค์ท่านอดทนไม่ไหวก็เลยรับสั่งเรียกหน่วยงานต่าง ๆ มาประชุม และทรงถามว่าน้ำเดินทางเท่าไหร่ระยะเวลาเท่าไหร่แต่ละชั่วโมงมาถึงไหน เพื่อวางระบบการเตือนภัยให้ทันถ่วงที แต่ครั้งนี้ความรู้สึกของตนรัฐบาลอาจจะทำอยู่แล้ว แต่จุดศูนย์กลางมองไม่ค่อยออก แม้ว่าแต่ละหน่วยจะพยายามทำเต็มที่ตามที่เห็น

 “ การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมจะต้องประสานความร่วมมือหลายหน่วย ถ้าวางแผนดี ๆ และใช้ข้อมูลที่ดีจัดการบริหารปัญหาก็จะทุเลา ทั้งนี้ต้องเรียนให้ทราบว่าเท่าที่ติดตามมานาน แม้ว่าผมจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำ แต่เรื่องธรรมชาติเรามีความเป็นห่วงไม่รู้จะสู้อย่างไร เพียงแต่จะต้องปรับตัวเข้าหาธรรมชาติ และบริหารทำให้กระทบกระเทือนน้อยที่สุด และพร้อมกันนั้นก็มีประโยชน์ให้กับเราแม้ว่าจะทำร้ายเรา หรือ ทำความยากลำบากให้เรา แต่ก็เป็นประโยชน์ดังนั้นจุดกลางที่จะต้องเก็บไว้เท่าไหร่ ปล่อยเท่าไหร่ จะต้องคำนวนให้ละเอียด และจะต้องฝากไปอีกจุดหนึ่งส่วนของธรรมชาติที่จะต้องซึมซับเอาไว้คือป่า และ พื้นที่ ทีโดยธรรมชาติ โดยระบบที่มีอยู่แล้ว และรู้กันว่าเราทำลายกันอยู่ทุกวัน ทั้งเรื่องการตัดไม้ทำลายป่าทำให้ฟองน้ำธรรมชาติหดหายไป และปล่อยให้น้ำไหลมาเป็นจำนวนมาก และเก็บไว้ไม่ไหว” ดร.สุเมธ ระบุ

 ดร.สุเมธ กล่าวอีกว่า เมื่อเช้านี้ได้ฟังรายการบางรายการเกิดอาการขัดหูเหมือนกัน มีคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องอ่างน้ำ ว่าอ่างน้ำสามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้หรือ ภาระกิจอ่างเก็บน้ำคือการเก็บน้ำเหมือนตุ่มน้ำที่บ้านเรา ซึ่งไม่ได้ช่วยทำให้น้ำท่วมหรอก แต่เป็นผลพลอยได้ แทนที่จะปล่อยน้ำมา และเก็บไว้ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือเกินปริมาณแต่ละตุ่มไม่เหมือนกัน ซึ่งเหมือนกับอ่างเก็บน้ำที่มีขนาดของมัน ถ้าเกิดความสามารถก็ต้องปล่อยออกมาอย่าไปโทษ ซึตรงนี้จะต้องมองให้ออก ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาจะต้องมีศูนย์เผชิญวิกฤต ไม่ว่าจะวิกฤต ทางด้าน สังคม การเมือง หรือ เศรษฐกิจ จะต้องระดมกำลังและมีศูนย์กลางประสานงาน อย่างไรก็ตาม การที่มีศูนย์กลางตรงนี้ขึ้นมามันไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหาย แต่จะช้าหรือเร็วมันก็ดีกว่า ตอนนี้ก็มีการประสานงานกันของแต่ละหน่วยงานตามส่วนราชการต่าง ๆ เหมือนกับยามศึกก็จะต้องมีกองบัญชาการรวมตั้งขึ้นมาแก้ไขปัญหา โดยมีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาแต่ละจุด จะต้องบูรณาการ

 เมื่อถามว่า การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลได้ทันถ่วงทีหรือไม่ ดร.สุเมธ กล่าวว่า ไม่รู้ แต่มูลนิธิชัยพัฒนารอจังหวะที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชน และที่มูลนิธิชัยพัฒนายังไม่ได้เข้าไปเพราะพระองค์ท่านแบ่งภารกิจ โดยให้ทางราชประชานุเคราะห์ฯ เข้าไปดูแลก่อน โดยจะเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการบรรเทาเบื้องต้น แต่พอน้ำลดก็จะเข้าไปร่วมกันฟื้นฟู เพราะจะมีปัญหามากทั้งส่วนไร่นา ส่วนกรณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงเรื่องน้ำท่วมโรงพยาบาลนั้น ตอนนี้โรงพยาบาลหลายแห่งเกิดน้ำท่วมทำให้เกิดความยากลำบากของประชาชนที่จะไปรักษาตัวจากอาการเจ็บป่วย รวมถึงการย้ายคนป่วย คนเจ็บ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรับสั่งผ่าน นายดิสธร วัชโรทัย ประธานกรรมการบริหารมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ให้พยายามกั้นไม่ให้น้ำใหม่เข้าไป ถือเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเพื่อให้โรงพยาบาลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

 เมื่อถามว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะมีคนบางคนไม่ยึดกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเกี่ยวกับการรักป่า ดร.สุเมธ กล่าวว่า อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่เรื่องภัยธรรมชาติตอนนี้เกิดขึ้นทั่วโลก ประชาชนทำมาหากินใช้ประโยชน์กับธรรมชาติ โดยไม่ได้คำนึง และรักษาทะนุถนอม มีแต่คำว่ายังยืนไม่ได้ปฏิบัติจริง มีการตัดไม้ทำลายป่า และใช้ประโยชน์อย่างไม่คำนึงถึง

 “ ตอนผมไปถวายงานกับพระองค์ท่านหลายสิบปีแล้ว พระองค์ท่านทรงเตือนพวกเราว่าระวังนะ อย่าไปรังแกธรรมชาติ หากไปรังแกมาก ๆ เขาจะโกรธเอาและเขาจะทำร้ายเรา ซึ่งก็เป็นจริงตลอด เรื่องพวกนี้เราถูกเตือนหมดแล้ว น้ำ ลม พายุ เฉียดบ้านเราไป เหลือเพียงแต่ไฟยังไม่เกิดขึ้น แต่ประเทศที่มีภูเขาไฟถูกเตือนหมดแล้ว สิ่งที่เราเรียกร้องให้รักษาแผ่นดิน ให้รักษาชาติบ้านเมือง สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนประกอบของดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งนี้พระราชกรณียะกิจ 60 กว่าปีที่ผ่านมา เกี่ยวกับดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งนั้น คือรักษาแผ่นดินเพื่อให้พวกเรามีชีวิตอย่างผาสุข ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็คือชีวิตเราที่จะต้องรักษา หากไม่รักษาก็จะส่งผลกระทบ” ดร.สุเมธ. ระบุ

 เมื่อถามว่า พระองค์ท่านทรงเป็นทุกข์กับภัยน้ำท่วมในครั้งนี้อย่างไร โดยเฉพาะพสกนิกรของพระองค์ได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก ดร.สุเมธ กล่าวว่า พระองค์ท่านประทับอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช จะให้ทรงงานอีกเหรอ อะไรก็จะให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ผ่านมาพระองค์ท่านทรงทำอยู่ทุกวัน ถ้าพระองค์ท่านเสด็จออกมาได้ตนเชื่อมั่นว่าพระองค์ท่านออกมาแล้ว พระองค์ทรงไม่ประทับอยู่อย่างนั้น พระองค์ทรงติดตามดูอยู่ทุกวันแทนที่จะมองไปที่พระองค์ท่าน อย่าเอาภาระไปใส่พระองค์ เราจะต้องเลี้ยวกลับมาดูเราว่าเราแต่ละคนควรทำอย่างไร การรักษาแผ่นดินเป็นหน้าที่ของทุกคนไม่ใช่พระองค์อย่างเดียว