
คนบาทแข็งใครมีพลัง
มาตระเวนสหรัฐครั้งนี้ นอกจากจะได้พบปะคนไทยซึ่งปักหลักทำมาหากิน ออกลูกออกหลาน บางรายมีเหลน อยู่ในเมืองลุงแซม มีชีวิตความเป็นอยู่ตามอัตภาพแต่ส่วนใหญ่มีบ้านช่องอยู่ พ้นจากระยะจำนองไปแล้ว เพราะมาอยู่นานหลายสิบปี บางรายเป็นพนักงานบริกรห้องอาหาร แต่สามารถเก็บเ
มีคนไทยรายหนึ่งได้เงิน 2,000 ดอลลาร์ต่อเดือน บอกว่าอยู่สุขสบาย ทั้งๆ ที่ในเมืองใทยนั้นรายได้ 6 หมื่นบาทยุคนี้แทบชักหน้าไม่ถึงหลัง ถ้าต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ จ่ายค่าน้ำมันแพง เลี้ยงดูลูก และค่าใช้จ่ายในบ้านเมื่อระบบสวัสดิการดี ย่อมมีผู้ตักตวงผลประโยชน์ สร้างเศรษฐกิจใต้ดิน ตีกินเอาผลประโยชน์จากการเสียภาษี
ยกตัวอย่างเช่นในครอบครัวผู้อพยพมี 6-7 คนนั้น มักจะมีเพียงคนเดียว ซึ่งทำงาน พร้อมมีหลักฐานปรากฏในระบบภาษีของรัฐ ที่เหลือแจ้งรับความช่วยเหลือในสถานภาพผู้ลี้ภัย อุ้มชูโดยสหรัฐในยุคสงครามเวียดนามและลาว
ผู้อพยพส่วนนี้มักเอาเปรียบระบบ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ทำงานการมีรายได้ พวกนี้ทำงานจริง มีเงิน แต่ไม่แจ้งรายได้ เพราะรับเป็นเงินสด ไม่อยู่ในระบบ
เช่นนายเหงียน ตั้งร้านค้าขายสินค้าโชห่วย มีพี่น้อง ลูกเมียรวม 7 คน อาศัยในบ้านเดียวกัน อีก 6 คน จะช่วยงานร้านทุกอย่าง แต่อ้างว่าไม่มีงานทำ เมื่อเป็นเช่นนี้ ลุงแซมจึงรับเละ ทำให้บางรัฐควักกระเป๋า เอาเงินช่วยพวกที่อยู่ในระบบเศรษฐกิจใต้ดิน จนแทบไม่มีเงินเหลือไปทำนุบำรุงท้องที่
ไม่ใช่เฉพาะคนเอเชีย คนละติน และคนผิวสีเท่านั้น พวกผิวขาวก็เอาอย่าง ไม่เคยต้องงาน แต่รับสวัสดิการมานาน 3 ชั่วอายุคนแล้ว โดยที่รัฐก็ควักกระเป๋าเลี้ยงดูเป็นความพิสดารอีกอย่าง! ที่ตลกก็คือ ถ้าใครมีปัญหาด้านสุขภาพ ต้องผ่าตัดหรือซ่อมสังขารในราคาแพง แต่ไม่มีเงิน มีทางออกคือ หาเรื่องเข้าไปอยู่ในคุก เมื่อเข้าคุกแล้ว ความเจ็บป่วยปรากฏ รัฐบาลหรือคุกย่อมต้องรับผิดชอบ ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการดูแลนักโทษในคุกตกอยู่ประมานคนละ 6 หมื่นดอลลาร์ต่อปี
ช่วงนี้เศรษฐกิจสหรัฐไม่ดีเอามากๆ ไปเดินห้างสรรพสินค้าต่างๆ เห็นโล่งๆ แล้วน่าห่วง ลานจอดรถก็ไม่เต็ม คนไปเดินก็ไม่ซื้อสินค้า คงเหมือนบ้านเราไปอาศัยสถานที่เป็นแหล่งพักผ่อน เปลี่ยนบรรยากาศ คนซื้อสินค้ากลับเป็นพวกหน้าเหลือง เช่นคนจีน
เข้าไปร้านกระเป๋าราคาแพง เห็นหน้าล้วนแต่เป็นคนจีน ญี่ปุ่น และชาติอื่นๆ!
ปีหน้าอาการจะสาหัสมากกว่าเดิม เมื่อสถาบันการเงินจะต้องเรียกเงินกู้คืนจากผู้กู้ ใครจ่ายได้ก็ไม่กังวล แต่พวกที่ถูกยึดบ้านอยู่นั้นได้รับการผ่อนปรนชั่วคราว แต่ไม่ได้หมายความว่าจะรอดพ้นจากวิกฤติฟองสบู่แตกในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
อีกปัญหาคือพี่น้องคนไทยในสหรัฐโอดครวญก็คือเงินบาทแข็งค่า เวลาแลกเงินดอลลาร์เอาไว้เดินทางกลับไปเยี่ยมบ้านเกิด ทำให้มีเงินบาทในกระเป๋าน้อยลง
ก่อนหน้าโน้น 1 ดอลลาร์แลกได้ 34-35 บาท ช่วงนี้แลกได้ 30 บาทเท่านั้น บางวันตกไปเหลือ 29 บาทกว่า นายกฯ อภิสิทธิ์พูดให้ใจหายอีกว่า จากนี้ไปคงไม่ได้เห็นค่าเงินบาทอยู่ที่ 35 บาทอีกต่อไป ถ้าแลก 1,000 ดอลลาร์ในอัตรา 30 และ 35 บาท จะเห็นความแตกต่างถึง 5,00 บาท ยิ่งแลกมากก็ยิ่งเห็นค่าเงินหด
คนไทยในสหรัฐ ผู้ส่งสินค้าออกจากไทยต้องปรับตัว รับกับความเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐก็ไม่มีปัญหา เพราะดอลลาร์ค่าเท่าเดิม เพียงแต่ต้องซื้อสินค้านำเข้าในราคาที่แพงกว่า ยังดีที่ค่าครองชีพไม่สูง เมื่อเทียบกับราคาสินค้า และรายได้
อาหารสด เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว และบ้าน เปรียบเทียบราคาตามรายได้ ถูกกว่าเมืองไทย โดยเฉพาะรถยนต์ราคาแพง ถูกกว่าบ้านเรา 3 เท่าตัว เพราะเราจะซื้อรถยนต์ 1 คันมาใช้งาน ต้องควักกระเป๋าซื้ออีก 2 คันให้รัฐบาลในรูปแบบของภาษีต่างๆ
รถปอร์เช่บ้านเราราคามากกว่า 12 ล้านบาท ในสหรัฐราคาเพียง 3 ล้านกว่าเท่านั้น ถ้าเป็นราคานี้ รับรองคนระดับไม่ถึงขั้นเศรษฐีในเมืองไทยไม่ชายตามองรถราคาถูก แต่ๆ อย่างเช่นเลกซัส บ้านเราราคา 4 ล้าน ที่นี่เพียงล้านกว่าบาท กลายเป็นธรรมดา
ใครมีเงิน เป็นจังหวะเหมาะที่จะซื้อดอลลาร์สหรัฐเอาไว้ เพื่อให้ลูกมาเรียน หรือรอซื้อบ้านใหม่ปีหน้า แม้ปัจจุบันราคาจะตกกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ในหลายพื้นที่
ราคาบ้านก็ตก เงินบาทก็แข็ง คนไทยมีเงินย่อมได้เปรียบ เหมือนนายพลเกษียณราชการหมาดๆ ก็มีข่าวแว่วว่ามาหาซื้อบ้านในสหรัฐ เอาเงินมาจากไหนไม่รู้นิ! อิอิอิ!!!



