
อย่าให้สายเกินแก้
อุทกภัยภัยใหญ่หลวงที่ปรากฏต่อหน้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขณะลงพื้นที่ตรวจสถานการณ์ที่ จ.ลพบุรี ถือเป็นภาพจำลองความเลวร้ายอย่างที่สุดที่กำลังเกิดขึ้นอีก 28 จังหวัด นายกรัฐมนตรีเองถึงกับออกปากว่า
"ไม่เคยพบเห็นภาพเช่นนี้มาก่อน" ซึ่งถ้ามองในแง่ดี อาจพอคาดหวังได้ว่า นับจากนี้นายกรัฐมนตรีจะได้เอาจริงเอาจังเร่งรัดกวดขันทุกหน่วยงานภาครัฐให้ร่วมมือกันกอบกู้สถานการณ์วิกฤติให้คืนสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
แต่อีกด้านหนึ่งนั้น สังคมย่อมมีสิทธิ์ที่จะตั้งคำถามกับนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลได้ว่า เหตุใดจึงไม่มีแผนงานหรือมาตรการใดๆ ทั้งในแง่การเตรียมรับมือ เผชิญสถานการณ์ และการแก้ไขเยียวยา
นับจากวันศุกร์ที่ 15 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งน้ำป่าเริ่มบ่าเข้าท่วมตัวเมืองนครราชสีมา ผ่านวันเสาร์-อาทิตย์ และทวีความรุนแรงขึ้นเป็นลำดับ นายกรัฐมนตรียังคงเสียเวลาไปกับงานทางด้านการเมือง ขณะที่แทบทุกกระทรวงทบวงกรมเกือบจะไม่ขยับรับรู้และลงพื้นที่คลี่คลาย กระทั่งดูเหมือนว่าสถานการณ์ยิ่งลุกลามขยายวงออกอีกหลายจังหวัด นายกรัฐมนตรีจึงเดินทางไปตรวจน้ำท่วมที่ จ.นครราชสีมา ขณะที่กระทรวงต่างๆ ที่มีหน้าที่บรรเทาทุกข์โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย เกษตรและสหกรณ์ สาธารณสุข กลาโหม คมนาคม ฯลฯ ก็เริ่มลงมือทำงานแก้ไขปัญหาและบรรเทาสถานการณ์ไปตามหน้าที่ อาจเรียกได้ว่า ต่างคนต่างทำ สะเปะสะปะ หรือตามมีตามเกิด
แม้ว่าอุทกภัยครั้งนี้ หากเทียบกับเมื่อปี 2526 และปี 2538 แล้ว ยังถือว่ารุนแรงน้อยกว่าก็ตาม หากแต่เมื่อพิจารณาในกรณีที่ว่า ถ้าหากรัฐบาลยังทำงานกันอย่าง "วันต่อวัน" หรือแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้างานอย่างที่เห็นและกำลังเป็นไปอยู่นี้ ภัยพิบัติที่กำลังเกิดกับ 29 จังหวัดอาจรุนแรงกว่าเมื่อ 15 และ 27 ปีก่อน และลุกลามยิ่งขึ้นทบทวีก็เป็นได้
คงไม่เป็นการกล่าวร้ายให้โทษกันเกินไปนัก หากจะบอกว่า ถ้ารัฐบาลได้ศึกษาบทเรียนจากภัยพิบัติต่างๆ ทางธรรมชาติ ด้วยเหตุที่ประเทศไทยอยู่เขตร้อนฝนตกชุกอยู่แล้ว กระทั่งถึงโศกนาฏกรรมที่ไม่คาดคิดมาก่อนอย่างคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 มาปรับใช้วางแผนงานรับมือก่อนหน้านี้ สถานการณ์เลวร้ายย่อมไม่เกิดขึ้น
รัฐบาลพึงตระหนักว่า การวางแผนเตรียมการรับมือ เผชิญเหตุ และเยียวยา เริ่มตั้งแต่การปรับบทบาทของศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา จนถึงการอำนวยการสถานการณ์ในระดับรัฐบาล เช่น การตั้งวอร์รูมขึ้นมารับมือให้ทันท่วงทีตามการรายงานที่ฉับไวทันการณ์ของหน่วยงานเตือนภัยเช่นนี้แล้ว ความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นย่อมไม่นำมาซึ่งความทุกข์เข็ญอย่างพี่น้องของเรากำลังประสบอยู่ และจนถึงขณะนี้เราเชื่อว่ายังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะได้เร่งบูรณาการแก้ไขสถานการณ์และเยียวยา



