
สิทธิเด็กกับการเฆี่ยนตีของครู (2)
ส่วนที่แดนตากาล็อกฟิลิปปินส์ สถานการณ์ของเด็กนักเรียนก็ไม่ได้ดีไปกว่าที่บังกลาเทศ หรืออันที่จริงอาจจะเลวร้ายกว่าก็ได้ ผลการศึกษาของคณะกรรมการสวัสดิภาพเด็กพบว่าการทำร้ายร่างกาย การเฆี่ยนตีและการละเมิดทางเพศกำลังเป็นปัญหาใหญ่มากขึ้นตามโรงเรียนรัฐทั่วประเทศ
อย่างไรก็ดี โรงเรียนส่วนใหญ่มักจะทำเป็นมองข้ามกับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่มีการลงโทษบรรดาครูที่ลงโทษนักเรียนด้วยการโบยก้น เฆี่ยนตี หยิกหรือตบหน้า สาปแช่งหรือตะโกนใส่นักเรียนที่ไม่ยอมทำตามคำสั่ง ที่ร้ายกว่านั้น ก็คือไม่มีกลไกหรือมาตรฐานการร้องเรียนว่าจะร้องเรียนใครและอย่างไร
"เด็กๆ ต่างเคยมีประสบการณ์อันเลวร้ายทั้งจากเพื่อนร่วมโรงเรียนหรือจากครู" คณะกรรมการชุดนี้สรุป "ส่วนระดับความรุนแรงหรือการถูกล่วงละเมิดนับวันยิ่งมีมากขึ้นเมื่อเด็กเลื่อนชั้นเรียนสูงขึ้น ยิ่งเด็กโตก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น"
ผลการสำรวจตามโรงเรียนหลายแห่งใน 3 เมืองใหญ่และ 6 จังหวัดที่ห่างไกล พบว่าในช่วง 3 ปีแรกนับแต่เด็กเข้าโรงเรียนตอนอายุ 7 ขวบ ปรากฏว่า 4 ใน 10 ของนักเรียนเหล่านั้น ล้วนมีประสบการณ์ความรุนแรงในชั้นเรียนไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง
ความรุนแรงที่เลวร้ายมากที่สุดที่นักเรียนถึง 70 เปอร์เซ็นต์ต้องพบพานจะอยู่ช่วงประถม 4 ถึงโรงเรียนมัธยม มีทั้งการพูดจายั่วยุ เยาะเย้ยหรือถึงขั้นตะโกนใส่ การแช่งด่า การหัวเราะเยาะ การล้อเลียนหรือการพูดจาดูถูกดูแคลน ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ "การลงโทษยังไม่มีขึ้นตราบใดที่ไม่มีร่องรอยให้จับได้บนตัวเด็กเช่นรอยแผลจากการถูกตีหรืออาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น" รายงานชิ้นนี้ย้ำ
ผลการศึกษายังพบว่าทั้งเด็กนักเรียนหญิงและนักเรียนชายต่างก็ไม่ต่างกันนักในเรื่องของการถูกทำร้ายร่างกายหรือด้วยวาจา แต่เด็กนักเรียนชายมักจะถูกทำร้ายร่างกายมากกว่า นอกจากนี้ความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ มักจะเกิดขึ้นในเขตเมืองมากกว่าในชนบท
ผู้อำนวยการกลุ่มตรวจสอบการละเมิดสิทธิเด็กซึ่งให้ทุนช่วยการศึกษาวิจัยชิ้นนี้ให้ความเห็นเสริมว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นอาจเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้อัตราที่เด็กนักเรียนระดับมัธยมลาออกจากโรงเรียนกลางคันอยู่ในระดับสูง
จากสถิติของรัฐบาลระบุว่าในแต่ละปี มีเด็กนักเรียนขอลาออกจากโรงเรียนถึง 2 ล้านคนจากทุกๆ 23 ล้านคนที่จะเข้ารับการศึกษาในเดือนมิถุนายน
แต่รัฐก็ไม่เคยคิดจะแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังสักที
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



