
เงินบาทแข็ง-อ่อนไปไม่ดีอยากได้พอดีๆ(2)
สถานการณ์ เงินบาทแข็งค่า กำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย กอปรกับปัญหาเศรษฐกิจในสหรัฐและยุโรปที่ยังไม่ฟื้นตัวดีนัก ทำให้เงินทุนจากต่างประเทศไหลทะลักเข้ามาเพื่อทำกำไรในไทยเพิ่มขึ้นมาก ประมาณการว่ามีเงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้นไทยและ
ในสภาวะดังกล่าวถือว่าสุกงอมพอที่จะต้องออกมาตรการสกัดเงินทุนที่ไหลเข้าหรือไม่ ก็ยังเป็นคำถามอยู่ ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่อืดอาดยืดยาดไม่ทันท่วงที อาจเป็นเพราะอดีตผู้ว่าการ นางธาริษา วัฒนเกส คงไม่อยากตัดสินใจในช่วงตอนที่จะลงจากเก้าอี้ โดยเฉพาะเงื่อนไขเวลาที่เป็นรอยต่อรอให้ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล เข้ามารับช่วงต่อในต้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา
แต่หากพิจารณากันให้ลึกถึงแก่นแล้ว จะพบว่าทิศทางของเงินทุนที่ไหลเข้ามาในประเทศส่วนใหญ่ในช่วงนี้เป็นการลงทุนหลักๆ ในตลาดตราสารหนี้และตลาดหุ้น ผมจึงไม่แปลกใจเลยครับที่ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวร้อนแรง หากมองต่างมุมนั่นหมายความว่าการแข็งค่าของเงินบาทได้สะท้อนให้เห็นถึง “สัจธรรม” ที่คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยนั้นไม่ค่อยจะมั่นคงสักเท่าไร อีกทั้งยังขาดเสถียรภาพ ทำให้เกิดสภาวะผันผวนไปตามสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในที่เปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น พอมีเหตุหนึ่งเหตุใดส่งผลกระทบเมื่อไรก็ออกอาการเมื่อนั้น
สำหรับมาตรการที่มีอยู่ในมือของ ธปท. มีทั้งการแทรกแซงค่าเงิน การใช้นโยบายดอกเบี้ย รวมไปถึงการใช้มาตรการพิเศษ เช่น มาตรการควบคุมเงินไหลเข้าเหมือนที่ ธปท. เคยใช้เมื่อปี 2549 แต่หากมองในมุมที่กลับกัน หาก ธปท. จะออกมาตรการที่รุนแรงเหมือนในอดีต อาจจะยิ่งเป็นการท้าทายให้นักเก็งกำไรค่าเงินในระยะสั้นเข้ามาเล่นกับค่าเงินบาทมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญสถานการณ์ขณะนี้ ยังไม่ถึงขั้นเลวร้ายกว่าปี 2549 หากดูทิศทางของการแข็งค่าเงินบาทในปีนั้น ก่อนการใช้มาตรการสำรองเงินทุนนำเข้าจากต่างประเทศ 30% ค่าเงินบาทแข็งค่าถึง 13.6% ถือได้ว่าอยู่ในระดับที่แข็งค่ากว่าในปัจจุบันค่อนข้างมาก ขณะเดียวกันนักลงทุนส่วนใหญ่ยังมีอาการกลัวมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า เพราะอาจส่งผลให้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวแกว่งตัวค่อนข้างมากได้เช่นเดียวกันครับ
หากติดตามการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ต้นปี 2553 จนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 6.57% เมื่อเทียบกับดอลลาร์ ซึ่งเป็นการแข็งค่าขึ้นเป็นอันดับ 3 ในภูมิภาค รองจากญี่ปุ่นและมาเลเซีย (ค่าความผันผวนเฉลี่ยต่อวันของค่าเงินบาทเทียบกับภูมิภาคในช่วงนี้อยู่ที่ 3-4%) แต่จะว่ากันตามจริงแล้ว เหรียญมีสองด้านเสมอครับ การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นนั้นก็มีผลในด้านบวกเช่นเดียวกัน เพราะผู้ส่งออกส่วนใหญ่คือกลุ่มทุนใหญ่จำนวนหยิบมือ แต่ผู้ที่บริโภคจากการนำเข้าคือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทั้งการนำเข้าหลักของไทยคือสินค้าประเภทพลังงาน (น้ำมัน) รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ที่เป็นรายจ่ายของประชาชนทุกคน
ประเด็นที่สำคัญคือ ธปท. จะแสวงหาจุดสมดุลนี้อย่างไร ดังนั้น ความจำเป็นที่ ธปท. ต้องทำอย่างเร่งด่วนในขณะนี้คือ ต้องวางแผนการแก้ปัญหาทั้งเฉพาะหน้าในระยะสั้นและระยะยาว โดยหามาตรการบรรเทาผลกระทบผู้ที่ได้รับผลกระทบจริงเป็นกรณีไป รวมทั้งหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น ลดภาษีให้เอกชนมีการลงทุนเพิ่มมากขึ้น หรืออาจจะหามาตรการส่งเสริมนักลงทุนให้ไปลงทุนในต่างประเทศ (โดยไม่จำกัดวงเงิน) ซึ่งอาจจะพิจารณาใช้มาตรการทางภาษีมาช่วยอีกทางหนึ่ง
ท้ายที่สุดคงหนีไม่พ้นการมีมาตรการดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกินไปกว่านี้ แต่จะเป็นรูปแบบใดขึ้นกับจังหวะเวลาและความเหมาะสม ซึ่ง ธปท. จำเป็นต้องใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบรุนแรงต่อโครงสร้างของระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างที่เคยเป็นมาแล้วในอดีตครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



