
อุดมการณ์บนทางแยก
เพื่อนชาวเวียดนามคนหนึ่งพูดกับผมอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเห็นว่าการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ในเมืองไทย เป็นจุดกำเนิดของการคอรัปชั่น เพราะคนที่ทุ่มเทเงินทองในการหาเสียงเป็นจำนวนมากนั้น ย่อมต้องมุ่งหวังผลกำไรทางใดทางหนึ่งสำหรับเงินที่ลงทุนไป แ
เมื่อผมย้อนถามถึงวิธีการเลือกตั้งในเวียดนาม เพื่อนคนนั้นเล่าว่า เวียดนามใช้ระบบคัดสรร ที่ชุมชนหรือหน่วยงานจะเสนอชื่อคนที่เหมาะสมขึ้นมาให้ประชาชนเป็นผู้เลือก ไม่มีการหาเสียง หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ตัวเอง จะมีเพียงการปิดประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทุกคนให้ประชาชนทราบเท่านั้น เมื่อผมถามว่าถ้าไม่มีการหาเสียงแล้วประชาชนจะรู้จักผู้สมัครได้อย่างไร ก็ได้รับคำตอบว่า โดยหลักการแล้วผู้สมัครจะต้องเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม หรือคนที่พรรคให้ความเห็นชอบ ซึ่งคนคนนั้นจะต้องมีจิตสาธารณะ เป็นคนดีที่เสียสละเพื่อส่วนรวม ซึ่งการจะมีโอกาสเป็นสมาชิกพรรคหรือมีคุณลักษณะเข้าตาพรรคนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ หรือเพิ่งจะเป็นคนดีก่อนการเลือกตั้ง แต่จะถูกจับตามองมาตั้งแต่เป็นนักเรียนชั้นประถมแล้ว และมีการติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องจนเข้ามหาวิทยาลัยและประกอบอาชีพ โดยจะดูถึงนิสัยใจคอ ความคิดริเริ่ม ความเป็นผู้นำและการทำงานร่วมกับคนอื่น ฯลฯ ซึ่งคนที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามนั้น ถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูง และจะต้องรักษาเกียรติและความไว้วางใจจากพรรคไว้อย่างดีที่สุด ผมฟังแล้วก็อดทึ่งไม่ได้ แต่ไม่กล้าถามว่าเขาเป็นสมาชิกพรรคหรือเปล่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อผมเลียบๆ เคียงๆ คุยเรื่องนี้กับเพื่อนชาวเวียดนามอีกคนหนึ่ง เขาก็บอกกับผมตามตรงเหมือนกันว่า เขาเคยได้รับการคัดเลือกให้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย โดยเพื่อนๆ ในคณะเป็นผู้เสนอชื่อ แต่การเป็นสมาชิกพรรคนั้นมีภาระอย่างมาก ทั้งในการประชุมกลุ่มแทบทุกสัปดาห์ การศึกษาลัทธิ การกำหนดแนวทางและบทบาทต่อมวลชน การประเมินผลงาน ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้กินเวลาและเงินส่วนตัวไม่ใช่น้อย ดังนั้น เมื่อเขาเริ่มทำงาน จึงใช้เวลาในการทำงานหาเงินมากกว่าการไปประชุมหรือทำงานมวลชน และค่อยๆ ปลีกตัวห่างออกมา จนคิดว่าตอนนี้พรรคก็คงจะตัดหางปล่อยวัดเขาเรียบร้อยแล้ว
เพื่อนคนนี้สรุปกลายๆ ว่า สภาพของเศรษฐกิจและสังคมในเวียดนามปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แต่ละคนต้องดิ้นรนเพื่อปากท้องเพราะรัฐไม่ได้อุปถัมภ์เหมือนเมื่อก่อน และในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วอุดมการณ์ไม่ได้โก้หรูเท่ากับรถมอเตอร์ไซค์ที่แล่นในถนนของกรุงฮานอย
ผมฟังแล้วก็อึ้งกิมกี่ เพราะคนไทยและนักการเมืองไทยเวลานี้นั้น ไม่ต้องพูดถึงโลกแห่งความจริงหรอกครับ แม้แต่ในโลกของความฝันหลายคนก็ยังสะกดคำว่า “อุดมการณ์” ไม่ถูกเลยครับ



