
รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ
สถานการณ์น้ำท่วมครั้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปีครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัดในขณะนี้ มองมุมหนึ่ง ก็เป็นเรื่องน่าปลื้มปีติ เมื่อได้รับการพิสูจน์ว่าถึงที่สุดของที่สุดแล้ว คนไทยต่างไม่เคยทิ้งกัน แม้จะเคยเกิดปัญหาขัดแย้งอย่างรุนแรง
ถึงขั้นเกิดการนองเลือดขึ้นใจกลางเมืองหลวงเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา แต่ยามเมื่อพี่น้องร่วมชาติประสบภัยธรรมชาติครั้งรุนแรงเป็นประวัติการณ์ ความบาดหมางและความขุ่นข้องหมองใจพลันมลายหายไปสิ้น ทุกคนต่างช่วยกันอย่างเต็มความสามารถเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนไทยด้วยกัน โดยไม่มีเรื่องของสีเข้ามาเกี่ยวข้องแต่ประการใด
อย่างไรก็ดี ความช่วยเหลือเหล่านั้นล้วนแต่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุทั้งสิ้น เพราะเมื่อมองอีกมุมหนึ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าคนไทยไม่เคยตื่นตัวและซึมซับบทเรียนที่จะรับมือกับภัยธรรมชาติอันไม่คาดหมายแม้จะเกิดขึ้นหลายครั้งด้วยกันในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ไม่เคยคิดอย่างจริงจังที่จะมีระบบเตือนภัยและป้องกันภัยล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเตือนภัยจากอุทกภัยทั้งๆที่มีแต่ทวีความรุนแรงมากขึ้นในแต่ละปีอันเนื่องจากปัญหาโลกร้อนและการตัดไม้ทำลายป่า
เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงว่าถ้าหากคนไทยไม่คิดจะปฏิวัติความคิดของตัวเองเสียใหม่ แทนที่จะหวังเพียงพึ่งพาความช่วยเหลือจากภาครัฐในทุกๆ ครั้งที่เกิดวิกฤติ รู้จักหันมาหัดเรียนรู้ที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะป่าไม้ไม่ให้ถูกทำลายอย่างรวดเร็วเพื่อเปิดพื้นที่ให้แก่รีสอร์ทที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ดหน้าฝน
ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่รับผิดชอบในการป้องกัน-บรรเทาภัยก็ต้องปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงานเสียใหม่แทนที่จะใช้มาตรการรับมือแบบเก่าซึ่งแทบไม่แตกต่างจากเมื่อ 50 ปีที่แล้ว รู้จักที่จะวางแผนจัดวางระบบการดูแลและวางแผนแบบบูรณาการ ตั้งแต่คุมเข้มในเรื่องของผังเมืองที่จะต้องมีการท่อระบายน้ำที่ได้มาตรฐาน หรือการมีระบบเฝ้าระวังและระบบเตือนภัยในทุกพื้นที่ ไม่ใช่แค่เตือนตามหน้าที่เพียงเพื่อจะได้เป็นข้ออ้างปัดความผิดให้พ้นตัวอย่างเช่นที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เชื่อได้ว่าความเสียหายโดยเฉพาะในพื้นที่การเกษตรก็อาจจะน้อยลงอย่างที่พึงเป็น
เราหวังว่าหลังสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่กลับคืนสู่ภาวะปกติแล้ว รัฐบาลคงจะใช้เป็นบทเรียนเริ่มหามาตรการร่วมกันทำงานอย่างเป็นระบบ เพื่อรับมือกับวิกฤติรอบใหม่ ทั้งภัยหนาวและภัยแล้งที่กำลังจะตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนส่งออกข้าว ซึ่งมีแนวโน้มว่าทั่วโลกรวมไปถึงประเทศส่งออกข้าวรายใหญ่อย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และปากีสถาน ต้องการนำเข้าข้าวมากขึ้น หลังประสบปัญหาผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหายจากสภาพอากาศแปรปรวน



