
เชียงใหม่โมเดล
จังหวัดเชียงใหม่ ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นเมืองหลวงของคนเสื้อแดง แต่เอาเข้าจริง เมื่อฝนฟ้าเริ่มซาลง การพูดจากันภายในก็ใช่ว่าจะคุยกันไม่รู้เรื่อง
จากที่ได้ไปสัมผัสกับเชียงใหม่เมื่อสัปดาห์ก่อน เชียงใหม่มีอาการเหมือนคนที่กำลังพักฟื้น
กระแสการเมือง และถิ่นฐานของ ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้งคนในตระกูล ความนิยมชมชอบ รวมไปถึงอุดมการณ์ทางการเมือง ทำให้เชียงใหม่นั้น "แรง" เป็นพิเศษในก่อนหน้านี้
ยิ่งในช่วงกลางปีมีการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ ร้านรวง บ้านเรือนแทบจะกลืมกลืนเป็นสีแดงเกือบทั้งหมด
จากการพบปะพูดคุยกับนักธุรกิจ ที่เกี่ยวเนื่องในเชียงใหม่พวกเขากลับไม่ได้รู้สึกดีไปกับกระแสการเมืองที่ข้นคลั่ก
นั่นเพราะเชียงใหม่เป็นเมืองที่ต้องพึ่งพาอาศัยรายได้ที่มาจากการท่องเที่ยว แต่นักท่องเที่ยวทั่วโลกเขาขยาดการเมือง
ยิ่งเป็นการเมืองที่ชุมนุม ล้อมกรอบ และบางครั้งอาจถึงขั้นทำร้าย ปาระเบิด ก่อกวนป่วนเมือง นักท่องเที่ยวยิ่งไม่ชอบและไม่อยากสัมผัส
จากปากคำนักธุรกิจของเชียงใหม่ยืนยันตรงกันว่า เชียงใหม่เป็นเมืองที่ไม่มีอุตสาหกรรมอื่นใด นอกจากการท่องเที่ยว วัฒนธรรม และหลินปิงจึงค่อยๆ โรยรา เพราะไม่มีใครอยากมา
นั่นคือต้นเหตุที่บรรดานักธุรกิจเชียงใหม่รวมตัวกันและเดินเข้าไปคุยกับแกนนำแดงว่า ขอก่อนได้ไหม หยุดก่อนได้ไหม เอาปากท้องก่อนได้หรือไม่ คนงานร้านเครื่องเงินต่อให้ฝีมือดีแค่ไหนก็ตกงาน เพราะทำออกมาแล้วไม่มีคนซื้อ หลายคนต้องเปลี่ยนอาชีพดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ส่วนนักธุรกิจก็มีแต่คนที่สายป่านยาวเท่านั้นที่ยืนระยะได้
คำขอให้เบาๆ ในเรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองดูจะได้ผล ประกอบกับความเข้มข้นของฝ่ายบ้านเมืองที่รุกเข้าไปพูดไปคุย บางรายก็ถูก "เชิญ" ไปจิบกาแฟที่ค่ายกาวิละ ผ้าแดงตามย่านต่างๆ ที่ผูกไว้ จึงค่อยๆ ถูกปลดลง
ซึ่งนั่นก็เท่ากับเป็นการ "คืน" ลมหายใจให้ จ.เชียงใหม่
การทำมาหากินอย่างปกติสุขได้ค่อยๆ กลับมาอีกครั้ง พร้อมๆ กับนักท่องเที่ยวที่เริ่มกลับเข้ามา
ถามนักธุรกิจเชียงใหม่ว่า เหตุการณ์อย่างนี้มีโอกาสกลับมาเกิดขึ้นอีกครั้งไหม คำตอบของนักธุรกิจท่านนี้ ฟังแล้วน่าชื่นใจแทนคนเชียงใหม่ เพราะตอบว่า เชื่อว่าการเมืองคงจะต้องไปเล่นกันในระบบ และต้องไม่กระทบกับการทำมาหากินของคนทั่วไป
คนบ้านอื่น จังหวัดอื่นเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่คนเชียงใหม่ ในวันนี้ เชื่อว่าเขารู้แล้ว
ศรายุทธ สายคำมี [email protected]



