
ขสมก.จัดรถเมล์ฟรี3จุดรับผู้ประสบอุทกภัย
กทม.เขตลาดกระบังน้ำปริ่มแล้ว เชื่อแผนป้องกันน้ำท่วม สุวรรณภูมิ ไม่กระทบพื้นที่ กทม.ฝั่งตะวันออก เขตประเวศยังไม่ถึงขึ้นวิกฤติ แรงงานเตรียมโครงการจ้างงานเร่งด่วนหลังน้ำลด ให้ค่าแรง 150-180 ต่อวันหวังช่วยชาวบ้านมีรายได้ระยะสั้น คสรท.จี้ตรวจสอบโรงงานฉวยโอก
(21ต.ค.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. กระทรวงคมนาคม จัดบริการรถเมล์ฟรี 3 จุด รองรับการเดินทางให้กับประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง สถานีรถไฟบางซื่อ และสถานีรถไฟหลักสี่ ไปส่งยังสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ หมอชิต และสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ ถนนบรมราชชนนี หรือสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนา นอกจากนี้ ขสมก.ได้จัดรถสายตรวจ นายตรวจ และทีมประชาสัมพันธ์เคลื่อนที่เพื่อดูแลอำนวยความสะดวกและแนะนำข้อมูลในการเดินทาง ณ บริเวณดังกล่าว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ศูนย์ Call Center 184 ทุกวัน เวลา 06.00-22.00 น.
เขตลาดกระบังน้ำปริ่มแล้วเชื่อแผนป้องกันน้ำท่วม
นาย เชาวฤทธิ์ ทรงนวรัตน์ รองผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง กล่าวว่า ตามแผนป้องกันน้ำท่วมสนามบินสุวรรณภูมิ หากมีน้ำเหนือไหลหลากและน้ำฝนปริมาณสูง ทางกรมชลประทานจะไม่มีการระบายน้ำออกสู่พื้นที่เขตลาดกระบังหรือพื้นที่ข้างเคียงแต่อย่างใด เนื่องจากมีการขุดคลองโดยรอบสนามบินเพื่อระบายออกสู่ทะเลโดยตรง
นายเชาวฤทธิ์ กล่าวว่า เขตลาดกระบังถือเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่สุดของ กทม.และมีลักษณะเป็นแอ่งกระทะ ขณะนี้ระดับน้ำในคลองประเวศและคลองไชยานุชิตเริ่มปริ่มแล้ว โดยเหลืออีกเพียง 20-30 ซม.ก็จะล้นตลิ่ง อย่างไรก็ตาม จะพยายามบริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด
ด้านนาย ภิญโญ ปิ่นแก้ว ผู้อำนวยการเขตหนองจอก เปิดเผยว่า แผนการรับมือและป้องกันน้ำท่วมสนามบินสุวรรณภูมิ อยู่ในความรับผิดชอบของกรมชลประทาน ซึ่งมีการขุดคูคลองโดยรอบสนามบิน หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินจะมีการระบายน้ำออกสู่คลองสำโรง และชักน้ำข้ามถนนสุขุมวิทสายเก่า ถนนบางนา-ตราด เพื่อระบายออกสู่อ่าวไทย ด้วยเครื่องสูบน้ำประสิทธิภาพสูงที่สามารถสูบน้ำได้ถึง 100 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยจะไม่มีการผันน้ำลงสู่พื้นที่เขตหนองจอก ดังนั้นจึงไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่แต่อย่างใด
นายภิญโญ กล่าวว่า หากเกิดน้ำท่วมในเขตหนองจอก จะมีการระบายออกสู่คลองระพีพัฒน์ เชื่อมต่อไปยังคลอง 13 ผ่านพื้นที่เขตลาดกระบัง และ จ.สมุทรปราการ ก่อนจะไหลออกสู่ทะเลต่อไป โดยสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่น่าเป็นห่วง
ขณะที่เจ้าหน้าที่ กทม.กล่าวผ่านรายการ "ร่วมใจ ช่วยภัยน้ำท่วม" ทางช่อง 11 ว่า สำหรับ เขตประเวศ ระดับน้ำน้ำยังไม่ถึงขึ้นวิกฤติ สามารถระบายได้ทัน เพราะเขตประเวศมีคลองเชื่อมต่อหลายคลอง อาทิ คลองหนองบอน คลองมะขามเทศ คลองประเวศบุรีรมย์ เป็นต้น และมีประตูระบายน้ำตรงวัดกระทุ่มเสือปลา ทั้งนี้ อาจพบน้ำท่วมขังตามซอยบ้าง แต่สามารถระบายน้ำได้ ภายใน 1-2 ชั่วโมง
แรงงานเตรียมจ้างเร่งด่วนช่วยน้ำท่วม
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานปลัดกระทรวงแรงานจัดทำโครงการจ้างงานเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมให้มีรายได้หลังน้ำลด โดยให้ค่าแรง 150-180 บาท/คน/วัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการให้สำนักงานแรงงานจังหวัดประเมินความเดือดร้อนและพิจารณาโครงการว่าจะใช้งบประมาณเท่าใดและจ้างงานอะไรบ้าง
ทั้งนี้การจ้างงานจะมีระยะเวลาประมาณ 30-45 วัน รวมทั้งมอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดฝึกอบรมอาชีพและประสานกรมการจัดหางานจัดหาตำแหน่งงานให้กับผู้ประสบภัยที่ไม่มีงานทำหรือผู้ที่ไร่นาเสียหายให้มีรายได้ไปก่อน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานรายงานตัวเลขแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเข้ามาแล้ว 7.2 หมื่นคน
“การทำโครงการจ้างงานเร่งด่วนอาจจะเป็นการสร้างถนน ขุดลอกคูคลอง ซ่อมแซมที่สาธารณะทำให้เงินส่งไปถึงมือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรงแต่เรื่องจำนวนงบประมาณและพื้นที่ในการจ้างต้องรอให้สำนักงานแรงงานจังหวัดเสนอโครงการเข้ามาก่อน ” นายเฉลิมชัยกล่าว
คสรท.จี้ตรวจสอบโรงงานฉวยโอกาสปิดกิจการช่วงน้ำท่วม
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานเครือข่ายแรงงานสมานฉันท์ (คสรท.) เปิดเผยว่า ทางเครือข่ายแรงงานมีความเป็นห่วงกับสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องแรงงานในพื้นที่ภัยพิบัติ ที่อาจจะต้องขาดรายได้จากการหยุดงานของสถานประกอบการ ซึ่งตัวเลขคาดการณ์จากสภาหอการค้าไทยระบุว่ามีสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบที่อาจจะต้องหยุดกิจการชั่วคราวจากภัยน้ำท่วมครั้งนี้ประมาณ 8,000 แห่ง อย่างไรก็ตาม อยากให้หน่วยงานภาครัฐเข้าไปตรวจสอบสถานประกอบการเหล่านี้ เพราะเกรงว่าจะมีสถานประกอบการบางแห่งที่ฉวยโอกาสปิดกิจการและเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม
น.ส.วิไลวรรณ กล่าวต่อว่า กรณีสำนักงานประกันสังคมนำเงินกองทุนจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ออกมาตรการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกันตนที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม ว่า อยากให้มีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจนและโปร่งใส เพื่อป้องกันปัญหาการใช้สิทธิทับซ้อน รวมทั้งการกำหนดรายละเอียดคุณสมบัติของผู้ประกันตนให้เอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ได้ง่าย ไม่ให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำเหมือนที่ผ่านๆมา และต้องมีความโปร่งใสสามารถตรวจสอบได้
"ปู่ชัย"สั่งหักเงินเดือนส.ส.คนละพันช่วยน้ำท่วม
นายลาภศักดิ์ ลาภาโรจน์กิจ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการกิจการสภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ ได้มีดำริให้หักเงินเดือนส.ส.จำนวน 1 พันบาทเพื่อร่วมสมทบเป็นเงินบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมทั่วประเทศ เช่นเดียวกับการขอความร่วมกับคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาฯและอนุกรรมาธิการทุกคณะ ในการไม่ขอรับเงินเบี้ยประชุม 1 พันบาท และ 500 บาทเพื่อนำไปเป็นเงินบริจาคเช่นกัน ซึ่งคาดว่าเมื่อนำเงินส่วนนี้ไปร่วมเงินเหลือจ่ายการช่วยเหลือเมื่อครั้ง เหตุภัยพิบัติที่ประเทศเฮติน่าจะได้ประมาณ 1 ล้านบาท
นายลาภศักดิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯทำหน้าที่เป็นหน่วยงานประชา สัมพันธ์เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมบริจาคสิ่งของและเงินเพื่อมอบให้กับผู้ประสบภัยด้วย ซึ่งในวันที่ 22 ต.ค.จะมีการตั้งเต้นท์รับบริจาคสิ่งของที่อาคารัฐสภา โดยสามารถติดต่อประสานงานมาได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 02-2410055 และ 02-2441482
กมธ.ร้องนายกฯตรวจสอบทุจริตงบช่วยน้ำท่วม
ภายหลังจากที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดเผยผลการตรวจสอบการติดตามงบประมาณโครงการป้องกันบรรเทาอุทกภัย อันเนื่องมาจากน้ำท่วม ในปีงบประมาณ 2552-2553 พบว่ามีการทุจริตมากถึงร้อยละ 88 นายตุ่น จินตะเวช ส.ส.อุบลราชธาณี พรรคชาติไทยพัฒนา ฐานะกมธ.ติดตามงบประมาณการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า เรื่องดังกล่าวเกิดมาจากความไม่โปร่งใสของการใช้งบประมาณที่นำไปใช้จ่าย คือ รัฐบาลได้กำหนดงบประมาณให้ 2 หน่วยงานใช้งบ คือ ส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัด ที่สามารถใช้งบฉุกเฉินได้เลยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจากหน่วยงานต้นสังกัด และงบส่วนของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยมีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแต่อย่างใด
ด้านนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ในฐานะรองประธานคนที่ 1 คณะกรรมาธิการกิจการองค์กรตามรัฐธรรมนูญและติดตามการบริหารงบประมาณ วุฒิสภา เปิดเผยว่าการตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐบาลที่ผ่านมา ยังไม่พบว่ามีการทุจริตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชน แต่เรื่องดังกล่าวนั้นตนเชื่อว่ามีโอกาสเกิดขึ้นได้หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ได้ตรวจสอบ ทั้งนี้ตนขอเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญในประเด็นดังกล่าวและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้
“กระบวนการตรวจสอบสิ่งของจำเป็นต้องมี แม้จะเป็นการจัดซื้อด้วยวิธีพิเศษหรือโครงการมีความเร่งด่วนก็ตาม ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความโปร่งใสถูกต้อง ไม่เช่นนั้นการช่วยเหลือของรัฐบาลจะซ้ำรอยปลากระป๋องเน่าได้ และนักการเมืองอย่าหาผลประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชน” นายไพบูลย์ กล่าว
ส่วนนายรักพงษ์ ณ อุบล ส.ว.หนองบับลำภู ฐานะเลขานุการคณะกมธ. กล่าวว่างบช่วยเหลือผู้ประสบภัยปัจจุบันพบว่าผู้ว่าราชการจังหวัดและสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย มีงบช่วยเหลือดังกล่าวอยู่ ซึ่งการเบิกจ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนนั้นตนมองว่ายากที่จะตรวจสอบได้ ดังนั้นเพื่อความโปร่งใสควรนำข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาเปิดเผยให้สาธารณชนรับรู้ ส่วนเรื่องทุจริตโครงการต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยวกับภัยพิบัติ ขณะนี้ทาง กมธ.ยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเข้ามาให้ตรวจสอบ



