
กนง.คงดอกเบี้ยชี้ศก.โลกยังเสี่ยง"โอฬาร"แนะคลังตรึงค่าเงินอยู่ช่วง29-31บาท
กนง.คงดอกเบี้ยนโยบาย ห่วงเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยง อาจกระทบต่อแนวโน้มการส่งออกของไทย ยันไม่กระทบต่อเป้าหมายการดูแลเสถียรภาพและเงินเฟ้อ ด้าน "โอฬาร"แนะคลังออกกฎหมายกำหนดค่าเงินขั้นต่ำ-ขั้นสูงช่วง 29-31 บาทต่อดอล์ เป็นเวลา 6 เดือน
นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ว่า ที่ประชุมมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.75% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีความเสี่ยงต่อการชะลอตัว โดยเศรษฐกิจสหรัฐและญี่ปุ่นมีความเปราะบางจากการบริโภคที่ยังฟื้นตัวช้าและปัญหาการว่างงานที่ยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในอนาคต อย่างไรก็ตาม กนง.จะติดตามปัจจัยต่างๆ เพื่อประเมินสถานการณ์และผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยให้มีความชัดเจนขึ้น
"การที่ กนง.ชะลอการขึ้นดอกเบี้ย ไม่ได้มีผลกระทบต่อเป้าหมายในการดูแลเสถียรภาพการเงินและอัตราเงินเฟ้อ เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อยังทรงตัว ภายใต้วัฎจักรดอกเบี้ยขาขึ้น ซึ่ง กนง.ได้รวมผลกระทบจากการที่จีนประกาศขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ไว้แล้ว" นายไพบูลย์กล่าวและว่า อัตราดอกเบี้ยแท้จริงที่ติดลบไม่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจไทย แต่จะต้องค่อยๆ ปรับเข้าสู่ภาวะสมดุล ซึ่งก็ต้องระวังให้เศรษฐกิจปรับตัวได้ด้วย
ส่วนการแข็งค่าของเงินบาทนั้น เกิดจากสภาพคล่องล้นระบบการเงินโลก เป็นปัญหาท้าทายที่ต้องติดตามต่อไป และแนวทางการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนคือ ต้องให้อัตราแลกเปลี่ยนมีความยืดหยุ่นตามกลไกตลาด ซึ่ง ธปท.ก็ดำเนินการอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ธปท.ยังไม่มีมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลค่าเงินบาท โดยจะมีการประเมินผลกระทบจากเงินบาทต่ออัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ และคาดว่าจะมีการปรับคาดการณ์จีดีพีใหม่
ด้านนายโอฬาร ไชยประวัติ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานเสวนา “แนวทางแก้ไขปัญหาสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาค่าเงินบาท” จัดโดยพรรคเพื่อไทย ว่าการดูแลค่าเงินนั้น มีกฎหมายกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังใช้อำนาจกำหนดค่าเงินให้เหมาะสมได้ แต่เหตุใดจึงไม่ยอมใช้ ซึ่งการกำหนดค่าเงินบาทที่เหมาะสมตรงนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะกำหนดค่าเงินตายตัว โดยเป็นการกำหนดอัตราขั้นต่ำสุดและขั้นสูงสุดที่ให้ธนาคารพาณิชย์ซื้อขายกับลูกค้า ถ้าธนาคารไม่ทำตามก็จะมีความผิดถูกเปรียบเทียบปรับ ซึ่งควรกำหนดอัตราอยู่ระหว่าง 29-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นระยะเวลา 6 เดือน และทบทวนอีกครั้งในเดือนเมษายนปี 2554
ขณะเดียวกันธปท.ควรมีการจับตาดูแลเงินทุนไหลเข้ามาลงทุนเกินกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐว่า เป็นการไหลเข้ามาจนทำให้ค่าเงินบาทแข็งผิดปกติหรือไม่ควบคู่ไปด้วย หากมีมาตรการต่างๆ เหล่านี้ออกมาธปท.และกระทรวงการคลัง ก็ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการภาษี หรือมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า



