
เงินไทยไหลออกนอก
ผมตัดสินใจอยู่นานหลายเดือน สำหรับการจะเขียนถึงเรื่องต่อไปนี้ เพราะเกรงว่าจะทำให้ถูกตราหน้า ว่าเป็นคนที่ฝักใฝ่ในอบายมุข หรือมีผลประโยชน์ที่ได้รับทั้งทางตรงและทางอ้อม จากธุรกิจที่คาบเกี่ยวกับศีลธรรมและความดีงามของสังคม
แต่หลังจากที่ทนเห็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลถูกนำไปใช้ยังต่างประเทศ โดยมีผลประโยชน์กระเด็นมาถึงธุรกิจของคนไทยเพียงแค่เศษเสี้ยว ทั้งที่เงินจำนวนมากมายนั้นเป็นเงินที่ได้จากการค้าขายทำกำไรของคนไทยและโดยคนไทยในประเทศไทยด้วยกันเอง แต่ไม่สามารถเอามาใช้ให้หมุนเวียนภายในประเทศได้ เพราะมีข้อกฎหมายกำหนดเอาไว้ ผมจึงเกิดความเสียดายเงินจำนวนนั้นขึ้นมาเท่านั้นเอง
ถูกต้องแล้วครับว่าผมกำลังจะเขียนถึงเงินจำนวนมหาศาล ที่ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยทั้งหลาย ขนออกนอกประเทศไปใช้เพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า แน่นอนว่าส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ใช้ไปกับกิจกรรมทางด้านการกีฬาที่เรียกกันว่าสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง
และส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดอีกเช่นกัน ที่ถูกนำไปใช้กับกีฬาฟุตบอลในประเทศอังกฤษ ทั้งในลักษณะผู้สนับสนุนทีมโดยตรง ด้วยการใส่ชื่อผลิตภัณฑ์ลงไปบนอกเสื้อ และการเข้าไปสนับสนุนทางอ้อมในรูปแบบต่างๆ ซึ่งจากการเปิดเผยของฝ่ายผู้จ่ายเงินเองพอจะรวบรวมตัวเลขได้ว่า ในแต่ละปีผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าของไทย ต้องนำเอาเงินออกนอกประเทศเพื่อการนี้ปีละหลายพันล้านบาท
ซึ่งหากเป็นการใช้เงินในต่างประเทศเพื่อขยายฐานธุรกิจการค้า โดยหวังผลโกยกำไรจากการค้าขายในต่างประเทศ กลับเข้ามาสู่ประเทศไทยจริง ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียดายแต่อย่างใด เพราะเป็นการลงทุนทำธุรกิจระดับนานาชาติ เยี่ยงคนทำธุรกิจทั่วไปกระทำกันเท่านั้น
แต่ต้องยอมรับความจริงกันว่า การที่ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าประเภทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เกิดความอึดอัดหรืออัดอั้นที่ไม่สามารถดำเนินยุทธวิธีการกระตุ้นตลาด เพื่อการค้าได้โดยตรงภายในประเทศ เพราะถูกบังคับโดยข้อกฎหมายที่เข้มงวด จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ช่องโหว่ของกฎหมาย เลี่ยงไปใช้เงินยังต่างประเทศ และมีการถ่ายทอดเครื่องหมายการค้า หรือตราสัญลักษณ์กลับมาให้กลุ่มเป้าหมาย ที่เป็นผู้บริโภคในประเทศไทยได้รับรู้ หรือตอกย้ำถึงความภักดีในตราสินค้าต่อไป
ผมเองไม่ใช่ผู้ที่หลงใหลกับอบายมุขจนลืมหูลืมตาไม่ขึ้น หรือเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียกับธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยตรง แต่อยากจะให้ย้อนกลับมาคิดกันใหม่อีกครั้งหนึ่งว่า การควบคุมที่เข้มงวดในประเทศไทยของเรานั้น อยู่ในระดับที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศได้หรือเสียมากกว่ากัน โดยต้องนำเอาขึ้นมาชั่งตรองกันด้วยการวัดอย่างเที่ยงธรรม อย่านำเอากระแสหรือสิ่งที่สร้างและปลุกเร้าขึ้นมากลบความเป็นจริงไปเสีย
ผลร้ายจากการที่คนในประเทศเสพเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเป็นที่ทราบกันดี แต่เหตุผลในการเสพของผู้คนในประเทศ มีที่มาที่ไปอย่างไรเป็นเรื่องที่ต้องหาสถิติตัวเลขออกมาอ้างอิง เพื่อนำไปหาวิธีการป้องกันไม่ให้คนเสพมากขึ้น และป้องกันไม่ให้มีผู้เสพหน้าใหม่เกิดขึ้นด้วย
และที่สำคัญที่สุดต้องไม่ให้ผู้ผลิตและผู้ค้านำเอาช่องว่างทางกฎหมายมาใช้ประโยชน์เข้าตัวเองได้เช่นเดิม โดยที่นำเงินออกไปจับจ่ายใช้สอยให้แก่ต่างชาติ ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง สู้เปิดทางให้มีการใช้เงินจำนวนมหาศาลนั้นภายในประเทศเสียจะไม่ดีกว่าหรือ
ผมไม่เกี่ยงที่จะปิดกั้นมิให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีโอกาสบรรยายสรรพคุณของสินค้าอย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็ต้องคำนึงด้วยว่าแล้วทำอย่างไร จึงจะไม่ให้เขาเอาเงินออกไปจ่ายยังต่างประเทศ โดยที่ยังสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในเมืองไทยได้เหมือนเดิมอีกด้วยครับ



