
อันเนื่องมาจากน้ำท่วมที่โคราช...
ประสบเหตุกันมาด้วยตัวเองเลยครับ ขณะที่ผมเดินทางไปเยี่ยมนิสิตที่ไปทำค่ายที่โรงเรียนหนองบัวคุรุรัฐประชาสรรพ์ อ.หนองกุงศรี จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพราะได้เดินทางไปทางอำเภอพนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา แล้วเลาะไปทางอำเภอปักธงชัยของ จ.นคร
ในช่วงเช้าของวันอาทิตย์นั้น น้ำเริ่มท่วมสูง และหลากมากขึ้นเรื่อยๆ จนต้องปิดถนนไปหนึ่งฝั่ง และให้รถวิ่งสวนกันในอีกฝั่งแทน ขณะที่การเดินทางกลับในวันจันทร์นั้นไม่สามารถเดินทางกลับด้วยเส้นทางนั้นได้ และข่าวก็ได้รายงานว่าอำเภอปักธงชัยได้จมอยู่ในน้ำเรียบร้อยแล้ว
และในตอนบ่ายของวันจันทร์นั้นเส้นทางที่เชื่อมโยงระหว่างโคราชกับขอนแก่นนั้นก็เหลืออยู่เส้นเล็กๆ ที่พูดง่ายๆ ว่าเป็นถนนที่เดิมเป็นคันนาแหละครับ
ก็ได้แต่หวังว่าจนถึงวันที่งานชิ้นนี้ตีพิมพ์ ระดับน้ำของโคราชจะลดลงแล้วและกระบวนการเยียวยาต่างๆ คงจะสามารถทำให้พี่น้องร่วมประเทศของเราพอจะอยู่ได้มากขึ้น
ผมอยากจะขอบันทึกความเห็นและความรู้สึกที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำท่วมในครั้งนี้เอาไว้ เพราะว่าในช่วงแรกก่อนจะมาถึงวันจันทร์นั้น ข่าวต่างๆ ที่ปรากฏจากสื่อในกรุงเทพฯ นั้นไม่ค่อยรายงานอย่างเป็นระบบเท่าไหร่ และที่สำคัญเป็นการรายงานข่าวที่ไม่ได้เจาะลงไปให้เห็นว่าเราจะจัดการดูแลกันอย่างไร ถ้าจะพูดกันตรงๆ
ข่าวแทบจะไม่เป็นระบบจนกระทั่งมีนายกรัฐมนตรีลงไปตรวจเยี่ยมในพื้นที่นั่นแหละครับ แต่อย่างน้อยสถานีข่าวก็พยายามจะระดมความช่วยเหลือจากผู้ชมซึ่งทำให้เห็นถึงความห่วงใยซึ่งกันและกันของผู้คนในบ้านเมืองนี้
แต่ข่าวที่ฉับไวจริงๆ นั้นก็คือข่าวที่ได้กันในพื้นที่เองนั้นจะได้มาจากวิทยุในท้องถิ่นเสียมากกว่า และก็ข่าวจากสื่อออนไลน์ที่ประชาชนร่วมกันรายงานเป็นระยะนั่นแหละครับ
ประเด็นอยู่ที่ว่า ข่าวที่มาจากกรุงเทพฯ นั้นเป็นข่าวที่ให้น้ำหนักว่า "น้ำท่วม" น้ำท่วมตรงนั้น น้ำท่วมตรงนี้ แต่ข่าวเองไม่สามารถให้ภาพได้ว่า เมื่อมีเหตุเช่นนี้แล้ว โครงสร้างการบริหารงานเพื่อรองรับภาวะฉุกเฉินเช่นนี้อยู่ตรงไหน ใครจะเป็นผู้ที่ตอบคำถาม และรับผิดชอบ
เราเคยประสบปัญหาในกรณีสึนามิมาแล้ว แต่กรณีของสึนามินั้นเป็นเรื่องที่พูดได้ว่าไม่เคยมีปรากฏการณ์มาก่อน แต่กรณีน้ำท่วมนี้ แม้ว่าจะไม่ได้มีกรณีที่โคราชมานาน แต่กระบวนการจัดการเรื่องของน้ำท่วมนั้นน่าจะมีอยู่ก่อนแล้ว และควรจะมีการไล่ล่าติดตามทวงถามความรับผิดชอบอย่างเป็นระบบ
ประการที่สอง น้ำท่วมโคราชในครั้งนี้ได้เปิดให้เห็นถึงความเปราะบางของการบริหารประเทศของประชาธิปัตย์เอง ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าเกิดขึ้นในช่วงของการสู้คดีในศาลที่นายกฯ เองก็ออกมาไม่ได้ทันท่วงที แต่ที่สำคัญก็คือเมื่อขาดนายสุเทพ ในตำแหน่งรองนายกฯ เข้าไปด้วย กลไกการช่วยเหลือประชาชนก็ย่อมจะอยู่ที่มหาดไทยผ่านกลไกจังหวัด ซึ่งเป็นของภูมิใจไทย
ประเด็นตรงนี้น่าจะเป็นเรื่องของการวางเก้าอี้ในคณะรัฐมนตรีโดยตรงมาตั้งแต่แรกที่ได้ย้ำมาตลอดว่าประชาธิปัตย์นั้นไม่ได้มีส่วนเชื่อมโยงกับชาวบ้านอย่างเป็นระบบ (แต่คิดว่าเมื่อน้ำลด กลไกในกระทรวงศึกษาฯ และสาธารณสุขของประชาธิปัตย์คงจะเข้ามาทำงานได้มากขึ้น)
ประการสุดท้าย ผมอยากเห็นบทเรียนในครั้งนี้เรื่องการป้องกันภัยพิบัติมากกว่าเรื่องของการแก้ปัญหาทีหลัง และที่สำคัญที่ผมหงุดหงิดมาก ก็คือ โคราชนั้นเป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสองของประเทศ และเป็นจังหวัดที่เป็นหัวใจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีคนมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ แต่เราไม่เห็นการบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ
ทั้งในแง่ของการมองโคราชในฐานะพื้นที่ระดับมหานครพิเศษ และการเชื่อมประสานระหว่างกลไกการบริหารภูมิภาคกับการปกครองท้องถิ่น รวมทั้งการมีกลไกที่วางแผนภาพรวมของภาคอีสานที่สามารถประสานงานกันได้ระหว่างจังหวัด โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารน้ำ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนด ควบคุม และตรวจสอบ
ซึ่งในกรณีนี้จะเห็นว่าถ้าประชาชนมีส่วนในการทวงถาม ติดตาม ตรวจสอบ และกำหนดได้ด้วยตัวพวกเขาเองแล้ว ก็น่าจะเห็นระบบการดูแลกันที่เป็นระบบกว่านี้



