
สงครามที่ไม่รู้จบ
ขณะที่ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะ สงครามเงินตรา เป็นเหตุให้เกิด สงครามน้ำลาย จากผู้อาวุโสหลายท่านดังที่ได้ยินกันอยู่ ประเทศไทยก็ยังทำสงครามอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่รู้จบ สงครามที่ว่านี้คือ สงครามกับคอรัปชั่น
เมื่อเร็วๆ นี้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มอบหมายให้มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทำการศึกษาวิจัยเรื่องทัศนะของภาคธุรกิจที่มีต่อสถานการณ์ทุจริตคอรัปชั่นในประเทศไทย ในทางวิชาการนั้นการศึกษานี้จะเชื่อถือได้หรือไม่ขอให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณเอาเอง ด้วยเหตุที่ผู้ถูกสอบถามคือนักธุรกิจซึ่งถือว่าเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับประเด็นนี้โดยตรงอย่างหนึ่งกับขนาดของตัวอย่างเพียง 411 ตัวอย่าง อย่างไรก็ตามผลสำรวจที่ออกมานั้นคล้อยตามกระแส
ผลการสำรวจที่น่าสนใจก็มีเช่น นักธุรกิจถึง 78.3% ยอมรับว่าให้สินบนข้าราชการซึ่งรวมทั้งตำรวจและว่าในรอบปีนี้ต้องจ่ายค่าสินบนสูง
ผลการสำรวจยังบอกถึงหน่วยงานที่นักธุรกิจต้องจ่ายสินบนบ่อยๆ และระบุรายชื่อหน่วยงานที่นักธุรกิจต้องจ่ายเงินพิเศษเป็นจำนวนมาก โดยจัดอันดับรายชื่อทั้งสองบัญชีนี้ก็เป็นที่รู้ๆ กันอยู่ และข้อมูลเหล่านี้ก็ไม่ใช่ความรู้ใหม่อะไรเลย
อย่างไรก็ตามบรรดานักธุรกิจที่ตอบข้อสอบถามต่างก็ว่าการจ่ายสินบนเป็นเรื่องเล็กน้อยกระทบรายได้ของตนเพียงไม่เกิน 2%
มีการประเมินต่อไปว่าการทุจริตอันเกิดจากการจัดหาและว่าจ้างในวงราชการในปีที่แล้วมีวงเงินตั้งแต่ประมาณสามหมื่นล้านบาทถึงแสนล้านบาทเศษ (ประมาณ 5% ของงบประมาณแผ่นดิน) นี่เป็นเพียงส่วนการรั่วไหลของงบประมาณแผ่นดินยังไม่รวมถึงยอดเงินที่นักธุรกิจจ่าย
คณะผู้วิจัยได้ยกสาเหตุแห่งการคอรัปชั่นว่าเป็นเพราะวัฒนธรรมเงินใต้โต๊ะ และการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองเป็นสาเหตุสำคัญ นอกจากนี้ยังเห็นว่าในการดำเนินการของราชการหลายส่วนขาดความโปร่งใสและมีช่องโหว่ประกอบกับสังคมไทยอยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์จึงทำให้เกิดคอรัปชั่นง่าย แต่ที่น่าตกใจก็คือนักธุรกิจส่วนใหญ่ยอมรับว่าการจ่ายเงินสินบนเป็นเรื่องธรรมดาที่ทำกันจนเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
ถ้าอย่างนี้แล้วสงครามกับคอรัปชั่นก็มีแต่แพ้กับแพ้ตลอดไป
นอกจากนี้ผู้วิจัยยังเสนอแนะแนวทางแก้ไขถึง 16 แนวทาง เช่น เสนอว่าต้องการให้รัฐบาลดำเนินการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นอย่างจริงจัง เสนอว่าควรกำหนดโทษรุนแรงต่อผู้ทุจริตและบังคับใช้กฎหมายอย่างแท้จริง และว่าควรสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่เน้นความซื่อสัตย์สุจริต เน้นคุณธรรมจริยธรรม ทั้งเสนอให้ปลูกจิตสำนึกและสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลให้แก่ข้าราชการ นักการเมืองและประชาชน ให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นลำดับแรก ให้ปลูกจิตสำนึกข้าราชการและประชาชนร่วมแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่น ตบท้ายด้วยข้อเสนอว่าให้สนับสนุนเครือข่ายการต่อต้านการทุจริตต่างๆ มากขึ้น
ผมอ่านข้อเสนอทั้ง 16 ข้อนี้แล้ว ขอโทษที่ต้องพูดว่าไม่มีอะไรโดนใจเลย ข้อเสนอไม่มีอะไรใหม่และเลื่อนลอยเพราะพูดแต่ว่าควรจะทำอะไร ไม่ได้แนะนำเลยว่าจะทำอย่างไรเพื่อจะได้นำไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์การปราบปรามคอรัปชั่น
ผลการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ก็คงเหมือนกับผลงานวิจัยอีกหลายๆ เรื่องในประเทศไทย คือให้ผลผลิตที่จับต้องได้เป็นเพียงกระดาษปึกหนึ่งซึ่งมีไว้ซุกตามตู้เอกสารต่างๆ
นายหนูใหญ่
[email protected]



