
น้ำใจไหลเชี่ยว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน 10 ล้านบาท ผ่านทางมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดหน่วยสงเคราะห์ผู้ประสบภัยเคลื่อนที่ จัดถุงยังชีพพระราชทาน
ได้แก่ เครื่องอุปโภคบริโภคนำไปมอบแก่ราษฎรที่ได้รับความเดือดร้อนประสบอุทกภัยในทุกพื้นที่ ในขณะเดียวกันกลุ่มองค์กร ประชาชนทุกภาคส่วน ก็ได้ร่วมกันระดมความช่วยเหลือทั้งในเรื่องอาหารการกิน เสื้อผ้า ของใช้จำเป็น ให้แก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างท่วมท้น นี่คือความดีงามของสังคมไทยที่ยังคงเหลืออยู่ ยามใดที่คนไทยทุกข์ยากเดือดร้อน คนไทยด้วยกันก็ไม่เคยทอดทิ้งกัน ไม่มีสี ไม่มีค่าย ไม่มีแบ่งแยก มีแต่ความทุกข์ร้อนร่วมด้วย คล้ายร่วมชะตากรรมเดียวกัน
เมื่อคราวน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ หลายปีก่อน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงห่วงใยประชาชนของพระองค์ เสด็จพระราชดำเนินไปทุกที่ที่มีปัญหาน้ำท่วม พระพักตร์เครียด พระหัตถ์กางแผนที่พระราชทานแนวคิดให้เจ้าหน้าที่ที่เฝ้าติดตาม หาหนทางที่จะแก้ไข และเช่นเดียวกัน ไม่ว่าน้ำจะท่วมที่ใด ก็พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยเหลือราษฎรทุกครั้งไป ด้วยทรงตระหนักในพระราชหฤทัยว่า ภัยอันเกิดจากภาวะน้ำท่วมนั้น ส่งผลให้ประชาชนของพระองค์เดือดร้อนแสนสาหัส ครั้งนี้น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกึ่งศตวรรษของพื้นที่นี้ โดยเฉพาะในเขต จ.นครราชสีมา ซึ่งอยู่ในแนวเขตลำน้ำ และก็ยังไม่มีแนวโน้มที่ดีขึ้นมากนัก เมื่อดูภาวะน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่
ล่าสุด ระดับการกักเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่อยู่ในภาวะวิกฤติ 14 เขื่อน มีปริมาณน้ำในอ่างมากกว่า 80% อีก 7 เขื่อน มีระดับกักเก็บเกิน 100% อีสานหลายจังหวัด เช่น ชัยภูมิ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี อยู่ในภาวะใกล้วิกฤติ ทั้งจากปริมาณน้ำที่ไหลทะลักจากเขื่อนลำปะทาวเข้าสู่พื้นที่เขตเมืองชัยภูมิ น้ำจาก อ.ปากช่อง และปักธงชัย ที่จะระบายออกลงสู่ลำน้ำมูล ล้นตลิ่งเข้าท่วมจังหวัดที่เป็นเส้นทางผ่าน ในเขตภาคกลาง พื้นที่ในสองฝั่งเจ้าพระยา ระดับน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วม จ.อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ทางการประกาศให้ประชาชนเฝ้าระวัง และหามาตรการป้องกัน ซึ่งในความเป็นจริงก็ทำได้ในขอบเขตจำกัด นอกจากรอเวลาให้น้ำไหลเข้าท่วมและแก้ปัญหาตามสถานการณ์และระดับน้ำเท่านั้น
ถึงแม้ว่าปัญหาความขัดแย้ง แบ่งสียังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย ซึ่งจะต้องรอ “ระยะผ่าน” เพื่อให้ประชาชนได้เรียนรู้ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในบรรยากาศที่ผู้คนมีความเห็นแตกต่างกัน แต่การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ในหลายจังหวัดครั้งนี้ ก็ทำให้คนไทยอย่างน้อยกลุ่มหนึ่งหยุดใส่ใจในเรื่องราวความขัดแย้งที่ไม่เป็นสาระอันใดแก่ชีวิต และรวมตัวกันเรียกร้อง เชิญชวน เป็นธุระในการเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อย เป็นภาพสะท้อนของ “จิตอาสา” ในสังคมไทย ที่ไม่เคยเหือดแห้งหายไป และเป็นด้านดีของภัยธรรมชาติที่ช่วยให้สังคมไทยมีความหวังว่า ถึงแม้เราจะตีกันแทบตายยามปกติ แต่เมื่อคนไทยเดือดร้อน ก็ไม่มีทอดทิ้งกัน



