
ข้อดีของภัยธรรมชาติ
คดีระเบิดที่อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี กำลังเงียบหายไปพร้อมกับกลุ่มก่อการร้ายหลายสิบคน ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บอกว่าไปฝึกอาวุธในประเทศเพื่อนบ้าน
ว่ากันตรงๆ ก็คือ กัมพูชา ต่างไร้ความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งๆ ที่มีเป้าหมายลอบสังหารนายกรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญของรัฐบาล
เหตุเพราะข่าวภัยธรรมชาติเป็นตัวช่วย อาจเป็นข้อดีปนคราบน้ำตาชาวบ้านก็ได้
อุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ขณะนี้ส่งผลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดีเอสไอ หรือแม้แต่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้พักหายใจกันอีกเฮือก หลังจากรัฐบาลกัมพูชาไล่บี้กล่าวหาว่าไทยกุเรื่องเพราะไม่มีใครนำกองกำลังไปฝึกแน่นอน
ส่วนอีสานบ้านเราปีนี้ภัยธรรมชาติรุนแรงโดยเฉพาะจ.นครราชสีมาและพื้นที่ใกล้เคียงประสบภัยน้ำท่วมพื้นที่การเกษตรเสียหาย บ้านเรือนถูกน้ำพัดพังมากมายในรอบ 50 ปีเลยทีเดียว
ปัญหาตามมาคือ พวกหัวขโมยที่ฉวยโอกาสเข้าไปลักทรัพย์ตามบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วม สตช.กำชับให้ตำรวจดูแลอย่างใกล้ชิด พล.ต.ต.ฉัตรกนก เขียวแสงส่อง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา รับลูกทันทีสั่งลูกน้องถอดเครื่องแบบออกไปช่วยชาวบ้าน แต่ไม่ลืมให้พกพาอาวุธใส่ถุงพลาสติกไปด้วยเพื่อป้องกันเหตุ
พวกโจรที่คิดซ้ำเติมชาวบ้านระวังให้ดี
ยังมีวาระสำคัญท่ามกลางกระแสเชี่ยวกราดของน้ำท่วมอย่างเช่น การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับผบก.ถึงรองผบช. ที่จะเริ่มประชุมในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้หากไม่โดนโรคเลื่อนเสียก่อน
ถ้าสถานการณ์น้ำยังรุนแรงต่อเนื่องหรือมีพายุก่อตัวส่งผลกระทบต่อบ้านเรา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก็มี 2 ทางเลือกคือ หากไม่เลื่อนก็ต้องนัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เพื่อพิจารณาให้เสร็จก่อนสิ้นเดือนนี้
ยังมั่นใจว่าหากนายกฯ นั่งเป็นประธานก.ตร. ประเภทคิดจะรวบหัวรวบหางไปตามน้ำไม่น่าเกิดขึ้น อย่างน้อยท่านอภิสิทธิ์ก็มีประสบการณ์มาแล้วหากยึดหลักคุณธรรม โผการเมืองต้องดูความสามารถประกอบด้วย รักษาตำรวจน้ำดีไว้ให้ได้องค์กรตำรวจจะดีขึ้น
แต่ระวังหน่อยเพราะอาจมีพวกฉวยโอกาสยัดไส้โผพวกพ้องอาศัยจังหวะลูกมั่วช่วงอุทกภัยที่นายกฯ กำลังยุ่งๆ สับเปลี่ยนตามน้ำให้เกิดความเสียหาย
ประธานก.ตร.ต้องตรวจเช็กให้ดี อย่าให้ใครหยิบฉวยวิกฤติจากภัยธรรมชาติมาเป็นโอกาสของตัวเอง!!



