
กมธ.แรงงานเตรียมบินลิเบียตรวจข้อเท็จจริง
หลังแรงงานร้องลำบาก-แร้นแค้น ยันเป็นธรรมทุกฝ่าย กำชับกรมจัดหางานจัดการบริษัทเถื่อนป้องกันตลาดแรงงานนอกเสียหาย ขณะที่ บัวแก้ว ย้ำดูแลปัญหาใกล้ชิด รอบินตรวจสอบก่อนสรุปผลสอบ ด้านบริษัทนายจ้างไทยยืนยันปฏิบัติตามกฎกระทรวงทุกประการ ปัดนายจ้างลิเบียโหดปล่อยแรง
ที่รัฐสภา วันที่ 20 ต.ค. ที่ประชุมคณะกรรมาธิการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร โดย ร.ต.สุเมธ ฤทธาคนี ประธานคณะกรรมาธิการแรงงาน ได้มีการพิจารณากรณีแรงงานไทยในลิเบียยื่นหนังสือร้อนเรียนได้รับความเดือดร้อนจากการไปทำงานที่ประเทศลิเบีย ผ่านบริษัทจัดหางานเงินและทอง พัฒนา จำกัด ที่ส่งไปทำงานกับ บริษัทนายจ้าง ARSEL BENA WA TASEED JOINT VENTURE โดยแรงงานร้องเรียนว่านายจ้างผิดสัญญาไม่จ่ายเงินค่าจ้างตรงเวลา รวมทั้งไม่จ่ายค่าล่วงเวลา และมีความเป็นอยู่แร้นแค้น ทั้งนี้ ร.ต.สุเมธยืนยันจะให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย โดยขอฟังข้อมูลจากทั้งผู้ร้องเรียนและบริษัทนายจ้างก่อน
ขณะที่ น.ส.มธุรพจนา อิทธะรงค์ รองอธิบดีกรมการกงศุล กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันกระทรวงการต่างประเทศไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว ซึ่งเพื่อให้ความเป็นธรรมทางกรมการกลศุลพร้อมด้วยกระทรวงแรงงานจะเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ลิเบีย
ด้านนายจักรพันธุ์ สุวรรณสาร กรรมการบริษัทจัดหางานเงินและทองพัฒนา จำกัด ยืนยันบริษัทดำเนินงานภายใต้กฎระเบียบของกระทรวงแรงงานอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้หากตนไม่ทำสัญญาที่ระบุไว้บริษัทตนคงไม่อยู่ไม่ได้ ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่าให้แรงงานไทยเดินเท้าไปทำงาน 6-8 กิโลเมตรนั้น ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง เพราะถ้าแรงงานเดินเท้าไกลขนาดนั้นคงไม่มีเวลาทำงาน พร้อมยืนยันที่พักอาศัยเป็นไปตามมาตรฐานทางการลิเบีย ไม่ได้ลำบากตามที่มีร้องเรียน ส่วนการเก็บค่าจัดส่งแรงงานก็เป็นไปตามที่กฎหมายแรงงานกำหนด ส่วนเรื่องค่าล่วงเวลาได้มีการแจ้งให้แรงงานทราบตั้งต้นแล้วว่าไม่การันตีว่าจะได้ค่าล่วงเวลาทุกวัน โดยเป็นไปตามที่บริษัทประเทศลิเบียกำหนด
นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส พรรคมาตุภูมิ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการฯ เปิดเผยภายหลังฟังคำชี้แจงแล้วว่า เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ทางกมธ.แรงงานจะทำหนังสือไปยังสถานเอกอัครราชทูตกรุงตริโปลี ประเทศลิเบีย เพื่อขอข้อมูลอีกครั้ง และจะรอผลการเดินไปทางไปเยือนลิเบียของกระทรวงแรงงานในช่วงเดือนพฤศจิกายนก่อน ขณะที่ กมธ.แรงงานก็จะเดินทางไปตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วย อย่างไรก็ตามส่วนตัวอยากให้ทุกฝ่ายหันหน้ามาพูดคุยกันเพื่อยุติปัญหาและจะเป็นผลดีต่อการส่งแรงงานไทยไปประเทศลิเบีย ขณะเดียวกันได้ขอให้กรมการจัดหางานของกระทรวงแรงงาน ดำเนินการเข้มงวดกับบริษัทจัดหางานที่กระทำผิดข้อตกลง เพราะเท่าที่ทราบประเทศลิเบียยังมีความต้องการแรงงานไทยอีกมาก ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ



