
ท่วมเกาะเกร็ดทหาร-ผู้ว่าฯนนท์เร่งช่วย
เทศบาลธัญบุรีเตรียมรับมือหลังน้ำท่วมแล้ว 2000 หลัง ผู้การอ่างทองระดมกำลังตำรวจ-ทำคันกั้นน้ำในตำบลโผงเผง พบน้ำกำลังไหลเข้าท่วมอย่างหนัก มท.4สั่งพร้อมรับมือน้ำท่วมแบ่งภารกิจช่วยทันท่วงที
(20ต.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น.พล.ท.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศกองทัพบก ได้นำกำลังพลจำนวน 100 นาย เข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณวัดค้างคาว ม.4 ต.บางไผ่ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วม เนื่องจากบริเวณดังกล่าวอยู่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อน้ำเหนือไหลบ่ามาประกอบกับช่วงน้ำทะเลหนุนสูง น้ำจะเอ่อทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชน ซึ่งทาง อบต.บางไผ่ ได้นำกระสอบทรายพร้อมด้วยทราย มาให้ชาวบ้านนำไปกั้นเป็นแนวเขื่อนสูงประมาณ 2 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำทะลักเข้าสู่บ้านเรือนประชาชน พร้อมกันนี้ได้นำเครื่องสูบน้ำมาติดตั้งเพื่อสูบน้ำออกจากบริเวณดังกล่าว
ด้าน พล.ท.ยอดยุทธ กล่าวว่า เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดนนทบุรีอยู่ในส่วนรับผิดชอบของ กองพล ปตอ. และพื้นที่บริเวณนี้ทางเราได้รับรายงานว่าน้ำจะไหลเอ่อเข้าท่วมเนื่องจากทางเขื่อนต่างๆได้เริ่มปล่อยน้ำลงมาเนื่องจากเขื่อนเหล่านั้นไม่สามารถรองรับน้ำที่เกินปริมาณได้ และมีรายงานว่าภายในวันที่ 22-23 ตุลาคม น้ำทะเลจะหนุนสูงประชาชนที่อาศัยอยู่ริมน้ำต้องได้รับความผลกระทบอย่างแน่นอน เบื้องต้นจึงได้สั่งให้กำลังที่ขึ้นตรงกับหน่วยนำเจ้ามาที่ออกมาให้ความช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบปัญหา และพื้นที่ใดได้รับความเดือนร้อนต้องการกำลังพลเข้าไปช่วยก็ให้ติดต่อประสานงานมาได้ทางเราจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปให้ความช่วยเหลือทันที่
กระทั่งเมื่อเวลา 17.00 น. นายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี ได้ล่องเรือตรวจสภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีหลายจุดที่น้ำท่วมขังแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น ที่ ต.เกาะเกร็ด อ.ปากเกร็ด วัดค้างคาว ต.บางไผ่ อ.เมืองนนทบุรี โดยเฉพาะที่เกาะเกร็ด ทางเดินได้ถูกน้ำท่วมสูงประมาณ 20-30 เซ็นติเมตร เฉพาะเวลาน้ำขึ้นในช่วงเช้าและเย็น โดยก่อนหน้านี้กองพลทหารพัฒนา และ อบต.เกาะเกร็ด ได้ไปสร้างสะพานไม้ไว้ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บนเกาะเกร็ดใช้สัญจรไปมา แต่ยังไม่ครอบคลุมจึงสั่งให้ทำสะพานไม้ให้ทั่วถึง
นายวิเชียร กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งให้ทุกอำเภอเฝ้าระวังและเตือนประชาชน ที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองสายหลักให้เก็บของขึ้นที่สูง ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งว่าช่วงนี้จนถึงวันที่ 26 ตุลาคมน้ำทะเลจะหนุนสูง และมีการเร่งระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักฯลงมาทำให้ปริมาณน้ำก้อนใหญ่ที่ท่วมอยู่ตอนเหนือขึ้นไป ก็จะไหลผ่านนนทบุรี ไปลงทะเลที่อ่าวไทย ซึ่งก็จะส่งผลกระทบกับประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองสายหลัก และหากกระสอบทรายหรือคันดินที่กันไว้ ตามท้องที่ต่างๆไม่เพียงพอจังหวัดก็จะเข้าไปช่วยเหลือทันที ล่าสุดตนเองได้ประกาศให้ อ.ไทรน้อย เป็นเขตภัยพิบัติ เนื่องจากพื้นที่ของอำเภอไทรน้อยเป็นพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าวมากที่สุดของจังหวัดนนทบุรี และยังมีสวนกล้วยไม้ที่เป็นเศรฐกิจส่งออกที่สำคัญ จึงจำเป็นที่ทางจังหวัดต้องเร่งให้ความช่วยเหลือทั้งการประชาสัมพันธุ์ให้ประชาชนในพื้นที่เร่งทำการเก็บเกี่ยวผลผลิตก่อนจะได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วมฉับพลัน พร้อมทั้งเสริมแนวกระสอบทรายตามจุดต่างป้องกันอีกทางหนึ่ง
นอกจากนี้ ในส่วนของเขตเทศบาลนครนนทบุรี และเขตเทศบาลนครปากเกร็ด ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญและมีประชาชนหนาแน่น นั้นไม่น่าห่วงเพราะมีเขื่อนป้องกันน้ำท่วมตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำเหนือและน้ำทะเลหนุน จะไม่มีผลกระทบกับพื้นที่นี้ แต่ที่เป็นห่วงคือพื้นที่ อบต.ที่อยู่ริมแม่น้ำและคลองสายหลัก ซึ่งถึงแม้ขณะนี้จะรับมือได้น้ำยังไม่ท่วม เพราะได้วางแนวป้องกันไว้ก่อนแล้ว แต่หากน้ำมามากกว่านี้ก็ยังน่าเป็นห่วง จึงจำเป็นตั้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
เสนอใช้สวนส้มร้างปทุมรับน้ำเหนือทะลักกรุง
ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางเริ่มไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาจนกระทบกับหลายายจังหวัดที่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาไล่มาตั้งแต่ จ.อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี และพื้นที่กทม. ซึ่งกำลังจะมีน้ำทะเลหนุนสูงช่วงวันที่ 23-26 ต.ค.นี้ด้วย หากไม่เร่งระบายน้ำออกไปโดยเร็ว เกรงว่าจะส่งผลกระ ทบในวงกว้างกับพื้นที่กทม. อย่างไรก็ตาม จากภาพดาวเทียมของ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยี อวกาศและภูมิสาร สนเทศ (องค์การมหาชน) เมื่อช่วงวันที่ 15-16 ต.ค.นี้ ชี้ให้เห็นว่าภาพน้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางยังอยู่ใกล้ลำน้ำ ทำให้การกระจายน้ำออกไปยังพื้นที่รอบนอกได้ง่าย โดยกรมชลประทาน และกทม. ได้มีแผนระบายน้ำส่วนหนึ่งลงคลองที่สุพรรณบุรี คลองระพีพัฒน์ ก่อนที่จะลงคลองรังสิต ปทุมธานี ส่วนทางตะวันออก มีคลองลัดโพธิ์ เป็นจุดระบายน้ำออกทางสมุทรปราการไปลงทะเล
ดร.รอยล กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาหลังเกิดวิกฤติน้ำท่วมใหญ่ในปี 2551 ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ทำให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำ โดยหนึ่งในโครงการ ที่ใช้งานได้จริง คืองานของสำนักงานนพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ศึกษาทดลองแก้ปัญหาน้ำท่วม กทม. โดยการใช้พื้นที่สวนส้มร้าง แถวพื้นที่หนองหมู หรือคลอง 7-9 จ.ปทุมธานี ซึ่งมีทั้งหมด 1.5 แสนไร่ มาเปลี่ยนเป็นสวนปาล์มน้ำมัน เนื่องจากปาล์มเป็นพืชที่ทนน้ำท่วมได้ถึง 1 เดือน ประ กอบกับท้องร่องของสวนปาล์มต้องมีความกว้าง 3 เมตร และขุดลึกกว่า 1.5 เมตร จึงช่วยรับปริมาณน้ำเหนือที่ ระบายลงมาก่อนที่จเข้าถึงพื้นที่กทม.ลงไปได้มาก
“นอกจากพื้นที่สวนส้มร้างของปทุมธานีที่มีอยู่ 2 แสนไร่แล้ว จากการสำรวจยังมีสวนส้มในจ.สระบุรี นครนายก และกทม.ที่มีปัญหาดินเปรี้ยวมากจนปลูกอะไรไม่ขึ้น รวมพื้นที่กว่า 1.3 ล้านไร่ ซึ่งน่าจะมีการเจรจากับเจ้าของสวนและเอกชนที่มีทีดินนี้อยู่ ให้เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส และรัฐเข้าไปส่งเสริมให้ปลูกสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งนอกจากจะแก้ปัญหาดินเปรี้ยว แก้หนี้สินให้เกษตรกร ผลทางอ้อมคือกทม.จะมีแก้มลิงรับน้ำขนาดใหญ่คิดเป็น คิดเป็นปริมาณ 400 ล้านลบ.ม.หรือเกือบครึ่งหนึ่งของการกักเก็บน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี โดยทางกทม.ก็ไม่ต้องลงทุนสร้างแนวกั้นน้ำ หรือต้องสร้างเขื่อนล้อมรอบกทม. อีกด้วย ” นักวิชาการ ระบุ
น้ำท่วมอ.ธัญบุรีแล้ว2พันหลัง
นายธีรวัฒน์ หลีนนวรัตน์ นายกเทศบาลตำบลธัญุรี พร้อมเจ้าหน้าที่เทศบาลและแพทย์จากโรงพยาบาลธัญบุรี ได้ออกตรวจพื้นที่หลังระดับน้ำสูงขึ้นท่วมบ้านเรือนเกือบ 2000 หลังภายในเขต ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าระดับน้ำที่สูงขึ้นเกิดจากฝนที่ตกหนักติดต่อกันหลายวัน ซึ่งได้ออกพบปะประชาชนสอบถามความต้องการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นพร้อมระดมเครื่องสูบน้ำเป็นการด่วน
นายธีรวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อช่วงคืนที่ผ่านมาได้เกิดฝนตกตลอดทั้งคืนทำให้มีระดับน้ำที่ไม่สามารถไหลลงคลองระบายน้ำได้ทัน เอ่อล้นท่วมบ้านเรือนประชาชนกว่าสองพันหลังในเขตของเทศบาลตำบลธัญบุรี ทั้ง 8 หมู่ในเบื้องต้นทางจังหวัดปทุมธานีได้ประกาศเขตอำเภอธัญบุรีเป็นเขตภัยพิบัติแล้ว ทางเทศบาลได้ออกช่วยเหลือประชาชนตั้งแต่เมื่อคืน
โดยนำกระสอบทรายไม้แผ่นออกช่วยเหลือประชาชนและจากการตรวจสอบในวันนี้พบว่าประชาชนจำนวนมากไม่สามารถเดินทางออกมาซื้อข้าวปลาอาหารได้จึงเตรียมจัดถุงยังชีพแจกจ่ายพร้อมทั้งจัดชุดเจ้าหน้าที่อสม.ออกตรวจสอบตามบ้านเรือนประชาชนว่ามีผู้ป่วยต้องการยาปฎิชีวานะอะไรบ้าง และที่สำคัญยังได้รับแจ้งจากกรมชลประทานว่าวันที่ 20-24 ตุลาคมนี้ จะมีน้ำเหนือจะไหลบ่ามาทางจังหวัดสระบุรีและทางจังหวัดนครนายก ซึ่งอาจจะเกิดเหตุน้ำท่วมฉับพลันได้ โดยทางเทศบาลได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ฝ่ายป้องกันเฝ้าระวังพร้อมเรือท้องแบนเตรียมออกช่วยเหลือประชาชนหากเกิดเหตุได้ในทันที ซึ่งขณะนี้ได้ออกประชาสัมพันธ์ให้ยกสิ่งของมีค่าขึ้นที่สูงแล้ว
ผู้การอ่างทองระดมกำลังตำรวจ-ทำคันกั้นน้ำ
ที่บริเวณองค์การบริหารส่วนตำบลโผงเผง อ.ป่าโมก พล.ต.ต. สุรชัย สืบสุข ผบก.ภ.จว.อ่างทอง นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าโมก และกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการสืบสวนภ.จว.อ่างทอง ระดมกันกรอกกระสอบทราย เพื่อนำไปทำคันกั้นน้ำในพื้นที่ที่ยังไม่ถูกน้ำท่วมจากนั้นได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมประชาชนในพื้นที่ ตโผงเผงและมอบสิ่งของ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับผู้ประสบอุทกภัย
พล.ต.ต.สุรชัย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าใน ต.โผงเผง มีประชาชนได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก และกำลังจะขยายวงกว้างออกไป ตนจึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่ว่างจากการเข้าเวร ระดมกำลังกันมาช่วยประชาชนใน ต.โผงเผง เพราะในพื้นที่ตำบลโผงเผงต้องการกำลังอีกมาก
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมตอนนี้ นอกจากพื้นที่ ต.โผงเผง แล้วอีกจุดหนึ่งคือพื้นที่ใน ต.จำปาหล่อ อ.เมือง ซึ่งน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยากำลังไหลเข้าท่วมพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ทำให้ตอนนี้ใน ต.จำปาหล่อ ประชาชนถูกน้ำท่วมแล้วจำนวน 162 หลังคาเรือน
มท.4สั่งพร้อมรับมือน้ำท่วมแบ่งภารกิจช่วยทันท่วงที
พ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษก.กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า เปิดเผยว่า พลโทอุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้กองกำลังในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวังการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินถล่มอย่างใกล้ชิด หลังจากที่สภาพอากาศแปรปรวนอยู่อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับทุกปีมักจะมีหลายพื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบปัญหาน้ำท่วม
เบื้องต้นได้มีการประสานและสั่งการให้ชุดเฉพาะกิจประจำจังหวัดเร่งมอบหมายภารกิจต่างๆ ในการเข้าไปดูแลรับผิดชอบพื้นที่ในระดับอำเภอและตำบลเพื่อเตรียมการป้องกันล่วงหน้า รวมถึงได้เร่งประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทุกฝ่ายเพื่อกำหนดทิศทางการเข้าไปให้ความช่วยเหลือให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
"แม่ทัพภาค 4เป็นห่วงเรื่องการเข้าพื้นที่ไปช่วยเหลือชาวบ้านซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่พิเศษในช่วงที่ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำท่วมที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแบ่งภารกิจให้แต่ละหน่วยงานรับผิดชอบการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น" พ.อ.บรรพต กล่าว



