
'ประวิตร-ผบ.ทบ.'ตรวจน้ำท่วมโคราช
ประวิตรควงประยุทธ์ลงตรวจน้ำท่วมโคราช ประสานแม่ทัพภาค 2ช่วยเหลือปชช. ด้านทอ.เตรียมส่งซี.30-เฮลิคอปเตอร์ ช่วยภัยน้ำท่วม เตรียมพร้อมเคลื่อนย้ายคนป่วยไปรพ. ช่วยคนติดค้างภัยน้ำท่วม ด้านปลัดศธ. เผย มีสถานศึกษาจ.นครราชสีมาถูกน้ำท่วม 209 แห่ง พร้อมเร่งฟื้นฟูซ
(20ต.ค.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และคณะนายทหารระดับสูง ได้ลงพื้นที่ อ.ปักธงไชย จ.นครราชสีมา เพื่อตรวจเยี่ยมช่วยเหลือประชาชนและมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการตรวจสอบพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากการเกิดอุทกภัย พร้อมทั้งตรวจสอบปัญหาของประชาชนว่ามีอะไร หรือต้องการให้กระทรวงกลาโหมช่วยเหลือในด้านใดบ้าง นอกจากนี้ยังเป็นการลงไปเพื่อให้กำลังใจแก่พี่น้องประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และให้กำลังใจแก่กำลังพลที่ปฏิบัติภารกิจช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ด้วย รวมถึงตนจะลงไปรับฟังว่า จะให้กระทรวงกลาโหมช่วยเหลืออะไรเพิ่มเติมบ้าง และจะได้ประสานงานไปยังกระทรวงต่างๆเพื่อเข้าช่วยเหลือต่อไป
“ยืนยันว่า กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานทุกภาคส่วนพร้อมให้ความช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัยอย่างเต็มที่ ส่วนการช่วยเหลือในเบื้องต้นจะเน้นดูแลเรื่องความเป็นอยู่ เนื่องจากบ้านเรือนส่วนใหญ่ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเจ้าหน้าที่คงต้องเข้าไปดูว่า จะช่วยเหลือด้านความเป็นอยู่ให้กับประชาชนอย่างไรบ้าง เช่น การขนย้ายสิ่งของออกจากพื้นที่ และการดูแลด้านสาธารณสุข ซึ่งจะประสานงานไปยังกระทรวงต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงสาธารณสุข ที่จะต้องเข้าไปดูแลช่วยเหลือประชาชนเรื่องเกี่ยวกับโรคที่มากับกระแสน้ำ ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งการให้ กระทรวงสาธารณสุขดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับด้านสาธารณสุข นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงต่างๆ ต้องช่วยกันดูแลและบรรเทาสาธารณภัยให้กับประชาชน”พล.อ.ประวิตร กล่าว
พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ความจริงหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา(นทพ.)และกองทัพบก ได้พยายามช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่แล้ว โดยพยายามนำอาหารและยารักษาโรคเข้าไปในพื้นที่ ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบล ส่วนจังหวัด และแม่ทัพภาคที่ 2 รับทราบปัญหาในพื้นที่แล้วว่า มีอะไรบ้าง และได้พยายามดำเนินการช่วยเหลืออยู่ หากในพื้นที่มีความติดขัด หรือเกินกำลังความสามารถที่จะช่วยเหลือสามารถร้องขอมาได้ที่กระทรวงกลาโหม ส่วนประชาชนที่ยังติดค้างอยู่ตามบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายก็จะเร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือ สำหรับปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ กทม. เราได้เตรียมการดูแลไว้แล้ว เชื่อว่า ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ด้านพล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชการทหารอากาศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับมอบเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมว่า ขณะนี้มีหลายพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วม ทั้งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ บางส่วน ซึ่งกองทัพอากาศได้ดำเนินการช่วยเหลือมาตลอด โดยเฉพาะพื้นที่กองทัพอากาศ เช่น กองบิน นครราชสีมา กองบิน 2 ลพบุรี และกองบิน 4 นครสวรรค์ โดยมีหน่วยเตรียมการใน การบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งได้ดำเนินการช่วยเหลือโดยจัดเรือท้องแบน และกำลังพล รถยนต์บรรทุกที่จะเข้าไปสำรวจความเสียหาย เดือดร้อนว่า มีมากน้อยอย่างไร รวมถึงนำเครื่องอุปโภคบริโภค ยาเวชภัณฑ์ต่างๆส่งไปช่วยเหลือ
“ในวันที่ 20 ต.ค.นี้ได้จัดเครื่องบินลำเลียง ซี.130 เพื่อขนส่งกำลังพลและสิ่งที่จำเป็นไปที่ จ.นครราชสีมา ในส่วน จ.ลพบุรี ได้ส่งเฮลิคอปเตอร์ไปช่วยทุกพื้นที่ที่ต้องการ นอกจากนี้การช่วยเหลือด้านการแพทย์ มีความจำเป็นในการขนส่งคนไข้ที่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายไปยังโรงพยาบาล เราก็มีความพร้อม ทั้งนี้ในทุกพื้นที่กองทัพอากาศมีหน่วยงานอยู่ ซึ่งสามารถสั่งการและเตรียมการได้ หากได้รับการร้องขอ เราก็พร้อมให้การช่วยเหลือ ทั้งนี้ได้เตรียมรถยนต์ และเรือท้องแบนในการรับส่งประชาชนที่ ติดอยู่ในสถานที่ต่างๆ แต่ก็ต้องได้รับการประสานมาจากพื้นที่ ว่า พื้นที่ไหนเดือดร้อนจำเป็นก็จะจัดเจ้าหน้าที่ลงไปช่วยเหลือ”ผบ.ทอ.กล่าว
ที่หอประชุม ที่ว่าการอำเภอโชคชัย จ.นครราชสีมา นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย ประธานมอบถุงยังชีพ 1,000 ถุง ซึ่งภายในบรรจุ อาทิ ข้าวสาร อาหารแห้ง และชุดยาเวชภัณฑ์ ให้กับผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา หลังจากที่น้ำจากเขื่อนลำพระเพลิงอ.ปักธงชัย ไหลบ่าเข้าท่วมในหลายพื้นที่ของอ.โชคชัย ส่งผลให้ราษฎรได้รับความเดือดร้อนจำนวน 10 ตำบล 87 หมู่บ้าน 5,600 ครัวเรือน และกระแสน้ำยังได้ไหลเข้าท่วมพื้นที่ทางการเกษตรของอำเภอโชคชัยเสียหายกว่า 5 หมื่น 6 พันไร่ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 180 ล้านบาท
นายบุญจง กล่าวถึงการให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ว่า สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาในครั้งนี้ถือเป็นครั้งใหญ่ที่สุดของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจังหวัดนครราชสีมา มี 32 อำเภอ แต่ได้ถูกกระแสน้ำไหลเข้าท่วมแล้ว 24 อำเภอ แนวทางการเข้าช่วยเหลือนั้นคือ จะต้องมีการเข้าช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ซึ่งทางจังหวัดนครราชสีมาได้มีการจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอยู่แล้ว และได้มีการปฏิบัติหน้าที่แบบบูรณาการ โดยการสำรวจถึงผู้ที่เดือดร้อนและเร่งจัดหา อาหาร ข้าวสารอาหารแห้งเข้าไปให้กับผู้ที่ประสบภัย ส่วนด้านสาธารณสุขก็ได้มีการส่งแพทย์เข้าไปในแต่ละพื้นที่เพื่อตรวจเช็คร่างกายของผู้ประสบภัยในทุกพื้นที่ แต่หากในพื้นที่ใดยังคงมีประชาชนที่ติดค้างอยู่ในบ้าน ตนก็ได้มอบหมายให้ทางนายอำเภอสั่งการกำนันผู้ให้บ้านและสมาชิกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ลงพื้นที่ตรวจสอบว่าในแต่ละพื้นที่ยังคงมีประชาชนตกหล่นหรือติดค้างอยู่หรือไม่ ดังนั้นตนจึงต้องการให้ผู้ที่ตกหล่นได้แจ้งเข้าไปที่อำเภอหรือกำนันผู้ใหญ่บ้านโดยเร่งด่วนเพื่อจะได้เข้าไปช่วยเหลือต่อไป
สำหรับจำนวนงบประมาณที่นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ขอเพิ่มงบประมาณทดลองราชการกับนายกรัฐมนตรี ที่ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 19 ต.ค.53 ที่ผ่านมานั้น ตนคิดว่างบประมาณทดลองราชการที่รัฐบาลจัดให้ 100 ล้านบาท ก็เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนในแต่ละพื้นที่ที่ประสบภัยเป็นไปอย่างทั่วถึง แต่อย่างไรก็ตามความเดือดร้อนชองประชาชนก็แตกต่างกันออกไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเครื่องอุปโภคบริโภคของประชาชน และสิ่งต่อมาคือความเสียหายที่เกิดขึ้น ดังนั้นหากภายใน 3-4 วัน ไม่มีฝนตกลงสภาวะต่างๆก็น่าจะดีขึ้น
"หลังสถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ก็จะมีการตั้งศูนย์ตรวจสอบความเสียให้ของประชาชนโดยนายอำเภอเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ ซึ่งตนเองได้ลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วหลายอำเภอปรากฏว่า พื้นที่ที่เสียหายส่วนใหญ่เป็นนาข้าว ที่น้ำท่วมขัง ตนจึงสั่งการให้นายอำเภอมีการตรวจเช็คถึงจำนวนนาข้าวที่เสียหายเท่าไร และจะมีการจ่ายเงินชดเชยของบประมาณจากรัฐบาลมาดูแลช่วยเหลือเกษตรกร ดังนั้นหากงบจำนวน 100 ล้าน ไม่เพียงพอก็สามารถขอไปได้ที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อขอให้รัฐบาลสนับสนุนงบกลางที่มีอยู่ให้การช่วยเหลือประชาชนเพิ่มอีกได้ ซึ่งตนสามารถยืนยันได้ว่าเรื่องงบประมาณไม่ต้องเป็นห่วงรัฐบาลมีเพียงพอ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการช่วยเหลือประชาชนจะต้องช่วยให้ตรงจุดและจะต้องให้ถึงประชาชนอย่างแท้จริง" นายบุญจง กล่าว
นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้เดินทางไปตรวจและประเมินความเสียหายและเยี่ยมปลอบขวัญให้กำลังใจแก่คณะครู อาจารย์โรงเรียนเติมแสงไขและโรงเรียนประชานุสรณ์ เขตเทศบาลตำบลปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา หลังถูกน้ำป่าจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่หลากเข้าท่วมภายในโรงเรียนจนส่งผลให้ครุภัณฑ์ อุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอน คอมพิวเตอร์ หนังสือได้รับความเสียหาย นอกจากนี้คณะของปลัดกระทรวงศึกษาธิการยังได้มอบถุงยังชีพให้กับคณะครู ประชาชนและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ด้วย
นายเฉลียว อยู่สีมารักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า จากการรับรายงานพบว่ามีหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการถูกน้ำท่วมจำนวน 209 แห่ง โดยบางแห่งก็มีการประเมินความเสียหายแล้วแต่บางแห่งก็ยังประเมินความเสียหายไม่ได้เพราะน้ำยังท่วมสูงอยู่ ซึ่งตนเองได้มอบหมายให้เขตพื้นที่การศึกษาทุกจังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายเเละสรุปรายงานไปจังหวัดและกระทรวงศึกษาธิการเพื่อของบประมาณจากรัฐบาลให้การช่วยเหลือต่อไปไม่ว่าจะเป็นอาคารสถานที่ และอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอน นอกจากนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายให้วิศวกรของกรมอาชีวะออกสำรวจความเสียหายของอาคารเรียนต่างๆที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมว่าอาคารเรียนที่ถูกน้ำท่วมนั้นมีความปลอดภัยพร้อมที่จะรับการเปิดเทอมในปลายเดือนนี้หรือไม่ นายเฉลียวฯกล่าว
นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวว่า ในที่ประชุมกระทรวงศึกษาธิการ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รมว.ศึกษาธิการ ได้มอบหมายให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเร่งสำรวจความเสียหายของหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดเพื่อดำเนินการช่วยเหลือ ในส่วนของสำนักงาน กศน.
เบื้องต้นพบว่ามี กศน.ตำบลในจ.นครราชสีมา จำนวน 40 แห่ง ถูกน้ำท่วมเสียหาย ซึ่งขณะนี้กำลังเร่งสำรวจและประเมินความเสียหายของอาคารรวมถึงสื่ออุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อรายงานเเละขอรับการสนับสนุนงบประมาณมาดำเนินซ่อมแซม ช่วยเหลือฟื้นฟูให้กลับมาใช้งานได้ดังเดิม ส่วนนักศึกษาและบุคลากรในสังกัด กศน.ที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะน้ำท่วมก็จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาจากกระทรวงศึกษาธิการเป็นรายกลุ่มและรายบุคคลตามความเดือดร้อนที่ได้รับต่อไป



