
เบรกไทยใช้มาตรการคุมทุนไหลเข้าธ.โลกห่วงฟองสบู่คอนโด-เพิ่มเป้าจีดีพีไทยปีนี้โต7.5%
ธนาคารโลกเตือนไทยไม่ควรใช้มาตรการคุมเงินไหลเข้า แนะเปิดเสรีคนไทยนำเงินออกลงทุนนอกบ้าน จี้ต้องระวังฟองสบู่ตลาดคอนโดมิเนียม ไม่มั่นใจ กนง.ลดดอกเบี้ยจะช่วยสกัดเงินไหลเข้าได้ มองเศรษฐกิจไทยขยายตัวดีเพิ่มเป้าจีดีพีคาดปีนี้โต 7.5%
นายเฟรดเดอริโก้ จิล แซนเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวถึงการจัดการปัญหาเงินทุนไหลเข้าของไทยว่า การใช้มาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้า ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะนำมาใช้ เพราะอาจเกิดผลเสียมากกว่า โดยทางเลือกที่ไทยยังไม่ได้นำมาใช้เท่าที่ควรคือ การเปิดเสรีให้คนไทยนำเงินไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น และอีกทางหนึ่งคือ การดำเนินมาตรการระมัดระวังภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม ซึ่งมองว่าราคาปรับขึ้นเร็ว จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูและมีมาตรการบางอย่างเข้ามาจัดการ เช่น ต้องกำหนดปริมาณเงินดาวน์เพื่อซื้อหรือกู้ยืมเงินมาซื้อคอนโดมิเนียม
"เป็นเรื่องยากที่จะตอบว่ามาตรการดูแลเงินบาทที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร เพราะไม่มีใครมีสูตรสำเร็จช่วยจัดการดูแลเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม อัตราแลกเปลี่ยนไม่ใช่ผลกระทบหลักที่มีต่อผู้ส่งออกของไทย" นายซานเดอร์กล่าวและว่า หากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ลดดอกเบี้ยนโยบาย และภาคเอกชนมีการลดดอกเบี้ยอาจช่วยลดแรงจูงใจต่างชาตินำเงินเข้ามา แต่กรณีของไทยเป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าช่วยแก้ปัญหาได้หรือไม่ เพราะยังมีแรงจูงใจอีกอย่างหนึ่งคืออัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ แม้ลดดอกเบี้ยไปแล้วทุนก็อาจไหลเข้ามาหาประเทศที่เติบโตดีกว่ามีอุปสงค์ไหลเข้าไปหาตลาดหุ้นให้ผลประกอบการดีกว่า
นายซานเดอร์กล่าวถึงเศรษฐกิจไทย ว่าตอนนี้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ช่วงมีความผันผวนน้อยลง แต่มีปัญหาท้าทายรออยู่จากภาวะเศรษฐกิจชาติพัฒนาแล้วซบเซาโตลดลง ในภาวะทุนจากต่างประเทศไหลเข้ามามาก แต่ไทยสามารถต้านทานแรงกดดันจากความรุนแรงวุ่นวายทางการเมืองได้ดี และโตเร็วได้ช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ การส่งออกขยายตัวเร็วเกินคาด บวกกับผู้บริโภคมั่นใจช่วยอุปสงค์ในประเทศดีขึ้นคนเริ่มใช้จ่าย โดยเฉพาะการซื้อรถขยายตัวเร็ว เป็นสองแรงหนุนสำคัญให้ธนาคารโลกปรับเพิ่มคาดการณ์จีดีพีไทยปี 2553 เป็น 7.5% จากเดิมให้ไว้ 6.1%
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยปี2554 อาจไม่สดใสเท่ากับปีนี้ คาดว่าขยายตัวได้น้อยลงเหลือ 3.2% เนื่องจากฐานการเติบโตปีที่แล้วค่อนข้างสูง อีกทั้งเศรษฐกิจชาติพัฒนาแล้วชะลอตัวลง ทำให้คาดเดาไม่ได้ว่าความต้องการสินค้าส่งออกไทยปีหน้าจะแข็งแกร่งเหมือนครึ่งแรกปีนี้หรือไม่ แม้ความต้องการสินค้าส่งออกของไทยในตลาดเกิดใหม่เพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ธนาคารโลกเห็นว่าทั้งสองส่วนข้างต้นไม่น่าจะเพียงพอช่วยชดเชยความต้องการนอกประเทศที่อ่อนแอลงได้



