
กฎแห่งกรรมในโลกของตำรวจ
เละทั้งระบบ นายตำรวจใหญ่พูดด้วยความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยกับสภาพการบริหารงานบุคคลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ดำรงอยู่ท่ามกลางบริบททางสังคมการเมืองปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีเสียงให้เหตุผลกึ่งปลอบใจว่า
“การแต่งตั้งผู้ว่าฯ ก็รุนแรงไม่น้อยกว่าตำรวจ” แต่ดูเหมือนว่าจะไม่สามารถทำให้วงสนทนาในวันนั้นมองเรื่องการบริหารงานบุคคลในวงการตำรวจที่เกิดขึ้นในขณะนี้ว่าเป็นเรื่องธรรมดา นับตั้งแต่ภาวะ “นั่งไม่ติด” ว่าใครจะมาเป็นผู้นำตำรวจหมายเลข 1 กว่าจะลงตัวและลงเอยท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ถึงที่มาที่ไป ความเหมาะสม ศักยภาพ และทุกคนก็(จำต้อง)ยอมรับผลการตัดสินใจของผู้มีอำนาจทางการเมือง
ด้วยประสบการณ์การทำงานในองค์กรที่ดำรงอยู่บนกระแสทางการเมืองที่เชี่ยวกราก ทำให้นายตำรวจไม่ได้คาดหวังว่าผู้นำองค์กรจะสามารถเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรหรือสร้างระบบคุณธรรมให้เกิดขึ้นแก่องค์กรได้ในระยะสั้น หลากเสียงหลายความคิดสะท้อนว่า ภาวะการเอาตัวให้รอดของผู้นำน่าจะเป็นสิ่งสำคัญประการแรกที่ผู้นำต้องทำมากกว่าสิ่งอื่นใด? เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในสถานะเฉกเช่นอดีตผู้นำหน่วยที่ผ่านมา นายตำรวจใหญ่กล่าวว่า “กว่าจะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งว่ายากแล้ว แต่การรักษาไว้และการลงจากตำแหน่งอย่างสง่างามนั้นยากกว่า”
ด้วยเหตุนี้ทำให้ภาวะการบริหารงานจึงออกมาในลักษณะ “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคน?” วัฒนธรรมการรับใช้การเมืองและการทำทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองรอดจากการถูกลงโทษทางการเมืองนั้นส่งผลกระทบอย่างมากต่อองค์กรและสังคม ปรากฏการณ์ที่เห็นได้ชัดเจนในขณะนี้คือ ปรากฏการณ์ “กระโดดข้ามหัว”
“เด็กมาเป็นนาย แล้วก็กลัวว่าจะปกครองเขาไม่ได้” การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของนายตำรวจเด็กๆ รุ่นหลังที่ใกล้ชิดนักการเมือง ส่งผลกระทบต่อการทำงานเป็นทีม ขวัญและกำลังใจ ประสิทธิภาพการทำงาน และทำลายระบบคุณธรรมที่มีน้อยอยู่แล้วในองค์กรให้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ถึงแม้ว่าจะอ้างเหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมว่า ผู้บริหารควรที่จะมีสิทธิในการเลือกทีมงานที่คิดว่าสามารถที่จะทำงานกับตนเองเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด แต่สิ่งที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือในเมื่อนายตำรวจที่จะต้องถูกโยกย้ายออกไปทำหน้าที่ที่มีความสำคัญน้อยกว่า "เพื่อหลีกให้พวกของเด็ก” มาทำหน้าที่แทนนั้นได้รับการยอมรับจากวงการตำรวจว่าเป็นผู้ที่มีศักยภาพ มีประสิทธิภาพ และเติบโตมาด้วยความสามารถมากกว่าที่จะเติบโตมาจากเส้นทางการได้รับการสนับสนุนจากการเมือง
“ถ้าเขามีความสามารถ ทำไมเขาต้องกลัวว่าจะปกครองรุ่นพี่ไม่ได้ ถ้าเหตุผลที่ย้ายรุ่นพี่เป็นเพราะรุ่นพี่ไม่มีความสามารถอาจจะพอรับฟังได้ แต่นี่มันไม่ใช่” หลากเสียงหลายเหตุผลพรั่งพรูความไม่เห็นด้วยและพูดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นตามมา
การแทรกแซงทางการเมืองโดยการวางตัวบุคคลให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ที่เอื้อต่อการกระทำการทางการเมืองหรือแม้กระทั่งการสร้างกฎหมายให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง(retroactive)เพื่อเล่นงานศัตรูทางการเมืองของตนนั้น อาจจะให้ประโยชน์ในระยะสั้นๆ แก่หมู่คณะของตน แต่ในระยะยาวแล้วจะนำความหายนะให้เกิดขึ้นแก่บ้านเมืองอย่างที่ไม่อาจประเมินได้
คนที่ชอบพูดเรื่อยเปื่อยว่าจะปฏิรูปตำรวจ เตรียมพบกับกลไกการทำงานของ “กฎแห่งกรรม” เพราะใครทำอะไรไว้ผลของมันจะแสดงออกอย่างซื่อสัตย์เสมอ ไม่ช้าก็เร็ว ปรากฏการณ์การโยกย้ายแต่งตั้งตำรวจกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่า การเมืองมีความจริงใจต่อการปฏิรูปตำรวจดังที่ชอบกล่าวอ้างไว้หรือไม่ ?
ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข



