ข่าว

น้ำป่าทะลักท่วมรถไฟอีสานเหนือหยุดวิ่ง

น้ำป่าทะลักท่วมรถไฟอีสานเหนือหยุดวิ่ง

19 ต.ค. 2553

น้ำบ่าทะลักท่วมอำเภอรอบนอกโคราช รถไฟประกาศหยุดเดินรถสายอีสานเหนือ พ่อเมืองประชุมเร่งช่วยชาวบ้านด่วน ขณะที่ชัยภูมิ น้ำล้นเขื่อนลำปะทาวเข้าท่วม อ.เมืองชัยภูมิแล้ว ด้านปภ.เปิดศูนย์เฉพาะกิจแก้ไขน้ำท่วมส่วนกลางและโคราช พร้อมตั้งศูนย์บริจาคช่วยผู้ประสบภัย

 (19ต.ค.) ที่ห้องประชุมมูลนิธิท้าวสุรนารี ศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา นายระพี  ผ่องบุพกิจ ผวจ.นครราชสีมา เปิดเผยว่า ขณะนี้มีพื้นที่ประสบอุทกภัยจำนวนทั้งหมด 24 อำเภอ 238 ตำบล 1,653 หมู่บ้าน ชาวบ้านเดือดร้อน 223,341 คน 99,827 ครัวเรือน พื้นที่เกษตร 470,293 ไร่ ส่วนเส้นทางคมนาคม ที่ถูกน้ำท่วมขัง ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ โดยมีการปิดการจราจรเด็ดขาด ห้ามรถผ่านโดยเด็ดขาด คือ เส้นทางเลี่ยงเมือง หมายเลข 204 ถ.สามแยกปักธงชัย-จอหอ เส้นทางเลี่ยงเมือง หมายเลข 290 ถ.สูงเนิน-ปักธงชัย และ เส้นทางหลวง หมายเลข 224 ถ.ครบุรี-เสิงสาง ที่ต้องใช้ทางเลี่ยงผ่าน หมู่บ้านตะแบกบาน อ.ครบุรี แทน

 ส่วนเส้นทางที่สามารถสัญจรได้ แต่ต้องเป็นรถยนต์ขนาดใหญ่ คือ ถ.สุรนารายณ์ ตั้งแต่บริเวณหน้า มหาวิทยาลัยราชมงคลอีสาน นครราชสีมา ถึง ช่วงผ่านทางแยก ต.จอหอ ถ.โชคชัย-ครบุรี ต้องใช้ทางเลี่ยง โชคชัย-หนองบุญมาก-หนองกี่-ครบุรี และ เส้นทางหลวง หมายเลข 226 นครราชสีมา-จักราช ต้องใช้เส้นทางเลี่ยง ถ.ทางหลวงชนบท บ้านหนองพลวง-พิมาย สำหรับ ถ.มิตรภาพ ตลอดระยะทางเริ่มเข้าสู่สภาวะปกติ น้ำลดลงมาจนสามารถเปิดใช้งานได้ มีเพียงบางแห่งที่มีน้ำท่วมขังสูงประมาณ 30-50 ซม. บริเวณทางคู่ขนาน

 นายสุคนธ์  เพชรพิศาล หน.กองจัดการเดินรถไฟ เขต 2 แจ้งว่า ได้ประกาศปิดเส้นทางรถไฟสายอีสานเหนือ เนื่องจาก กระแสน้ำได้ไหลพัดหินที่รางรถไฟออกไป สูงเกิน 10 ซม. ระหว่างสถานีรถไฟบ้านเกาะ อ.เมือง ถึง สถานีรถไฟบ้านหนองแมว อ.โนนสูง ส่วนการบรรเทาความเดือดร้อน ที่จะจัดรถโดยสารรับผู้โดยสารตกค้างตามสถานีรถไฟยังไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจาก เส้นทางหลัก ถ.สุรนารยณ์ ก็ถูกน้ำท่วมขังเช่นกัน

 สำหรับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ทางรถไฟสายอีสานใต้ ระหว่าง นครราชสีมา-อุบล ได้รับรายงานว่า มีกระแสน้ำไหลผ่านรางรถไฟช่วงผ่านสถานีรถไฟท่าช้าง อ.เฉลิมพระเกียรติ ค่อนข้างแรงขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อความปลอดภัย ได้ประกาศหยุดการเดินรถแล้ว

 เมื่อเวลา 10.52 น.วันนี้ นายปฤหัส วงศ์ชัยภูมิ ชลประทานจ.ชัยภูมิ ประกาศเตือนประชาชนพื้นที่ อ.เมืองชัยภูมิ อพยพสิ่งของขึ้นที่สูง เนื่องจากฝนที่ตกลงมาอย่างหนักตลอดทั้งคืนบนสันเขื่อนลำปะทาว อ.แก้งคร้อ ตอนบน และเขื่อนลำปะทาว ตอนล่าง เขต อ.เมืองชัยภูมิ ซึ่งมีความจุ กว่า 66 ล้าน ลบ.ม. จนเขื่อนไม่สามารถรองรับได้ จึงทำให้น้ำล้นสันเขื่อน มาตั้งแต่เมื่อวันที่ 18 ต.ค. ซึ่งมีปริมาณ 91 ซม. ล่าสุดระดับน้ำล้นสันเขื่อนพุ่งสูงขึ้นที่ 1.50 เมตรแล้ว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการติดตามสถานการณ์และติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่มีทั้งหมด 19 จุด เพื่อระบายน้ำออกนอกเมืองขณะนี้ไม่สามารถสูบน้ำได้แล้ว เพราะระดับน้ำล้นตลิ่งและตีกลับไหลเข้าเมืองทั้งหมดแล้ว เบื้องต้นน้ำได้ไหลเข้าท่วมชุมชนกุดแคน และชุมชนหนองบ่อ ปริมาณน้ำสูง 2 เมตร เสียหาย 300 หลังคาเรือน คาดว่าอีกประมาณ 1 ชม. น้ำจะไหลเข้าท่วมภายในเขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ ซึ่งขณะนี้ทางเทศบาลเมืองชัยภูมิได้นำรถบรรทุก 10 ล้อ มารอรับผู้ป่วยที่จะเดินทางมารับการรักษา ที่บริเวณหน้าจวนผู้ว่าราชการ จ.ชัยภูมิ ถนนบรรณาการ เขตเทศบาลเมืองชัยภูมิ เนื่องจากถนนหน้า รพ.ชัยภูมิถูกน้ำท่วมสูงถึง 1 เมตร ทำให้ยานพาหนะขนาดเล็กไม่สามารถขนผู้ป่วยเข้าไปรับการรักษาใน รพ.ได้

 ด้านสถานการณ์น้ำบนเขื่อนจุฬาภรณ์ อ.คอนสาร ที่มีความจุกว่า 188 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งมีระดับน้ำล้นสันเขื่อนสูงกว่า 1 .50 เมตร ด้วยเช่นกัน ขณะนี้ทางเขื่อนเร่งระบายน้ำออก ส่งผลให้น้ำไหลเข้าท่วมเขต อ.คอนสาร, เกษตรสมบูรณ์, ภูเขียว และอ.บ้านแท่น และคาดว่าจะไหลเข้าท่วมอำเภอใกล้เคียงใน จ.ขอนแก่นภายใน 2-3 วันนี้  ขณะนี้น้ำที่เอ่อท่วมได้ขยายออกเป็นวงกว้าง ทำให้ถนนสายหลักทางเข้าอำเภอเกษตรสมบูรณ์ ผ่าน อ.หนองบัวแดง เข้า อ.บ้านเดื่อ น้ำท่วมถนนและพัดรุนแรง มี 1เมตร ไม่สามารถใช้เส้นทางนี้ผ่านเข้า-ออกได้ ซึ่งมีระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร

 นายปฤหัส วงศ์ชัยภูมิ ชลประทานจ.ชัยภูมิ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ในปีนี้ถือว่าหนักที่สุดในรอบหลายสิบปี เนื่องจากเทียบปริมาณน้ำที่เข้าท่วม อ.เมืองชัยภูมิ ในปีนี้สูงกว่า 2 เท่า ของปีที่เคยเกินน้ำท่วมใหญ่ในตัวเมือง มีปริมาณน้ำเข้ารวมกว่า 400 ล้าน ลบ.ม.และเกิดการท่วมขังนานกว่า 2 เดือน แต่ปี 2553 เทียบปริมาณน้ำที่ไหลเข้าท่วมมีมากกว่า 800 ล้าน ลบ.ม. เฉลี่ยปริมาณน้ำจากส่วนเขื่อนลำปะทาวที่จะไหลเข้าท่วม อ.เมือง ต่อวันไม่น้อยกว่า 15 ล้าน ลบ.ม.

 ในภาพรวมทั้ง จ.ชัยภูมิ มีแหล่งเก็บกักน้ำเขื่อนขนาดใหญ่ทั้งหมด รวม 13 แห่ง รวมความจุทั้งหมด 340 ล้าน ลบ.ม.ขณะนี้ไม่สามารถรับน้ำได้แล้ว ซึ่งยังมีปริมาณน้ำล้นเขื่อนทั้งหมดที่จะต้องถูกปล่อยลงสู่แหล่งน้ำต่างๆ จนล้นตลิ่งทั้งหมด อีกไม่น้อยกว่า 1,200 ล้าน ลบ.ม. จึงทำให้ปีนี้ในเขตพื้นที่ จ.ชัยภูมิ ทั้งหมด 16 อำเภอ ต้องเตรียมรับมือน้ำท่วมใหญ่ในรอบ 30 ปี อย่างเลี่ยงไม่ได้ใน 2-3 วันนี้ต่อไปจากนี้

 เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายสุรพล พงษ์ทัดศิริกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาเมืองและสาธารณภัย แถลงสถานการณ์น้ำท่วมว่า ทางปภ.ได้มีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย และดินถล่มในส่วนกลาง ปี 2553 ในส่วนกลาง สถานการณ์อุทกภัยครั้งล่าสุด สร้างความเสียหายอย่างหนักและถือว่าวิกฤตที่สุดในรอบหลายปี มีพื้นที่ประสบภัยรวม 13 จังหวัด 67 อำเภอ 381 ตำบล ได้แก่ จ.ระยอง จ.ตราด จ.สระแก้ว จ.นครราชสีมา จ.ปราจีนบุรี จ.ลพบุรี จ.นครสวรรค์ จ.ชัยภูมิ จ.สระบุรี จ.เพชรบูรณ์ จ.นครนายก จ.สุพรรณบุรี และ จ.ศรีสะเกษ ผู้เสียชีวิต 7 ราย นอกจากนี้ ภาวะฝนตกหนักยังทำให้น้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมถนนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ 15 สาย ใน 4 จังหวัด ดังนี้ จ.นครราชสีมา 9 สาว จ.นครสวรรค์ 1 สาย จ.ลพบุรี 4 สาย จ.สระแก้ว 1 สาย สาเหตุที่ทำให้เกิดอุทกภัยครั้งนี้ เนื่องจากเกิดภาวะฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเข้าขั้นวิกฤต มีปริมาณน้ำเกิดกว่าระดับกักเก็บ โดยเฉพาะเขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำตะคอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จนต้องเปิดประตูระบายน้ำอย่างเต็มที่ เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่พื้นที่ท้ายเขื่อน จึงทำให้หลายพื้นที่ต้องประสบอุทกภัยอย่างหนักโดยเฉพาะ จ.นครราชสีมา และ จ.ปราจีนบุรี

 นายสุรพล กล่าวว่า ถ้าไม่มีฝนตกเพิ่ม อีก 5 วันน้ำคงจะลด และต้องดูในวันที่ 20 ต.ค.นี้ว่า พายุเมกีพัดไปทางไหน ทั้งนี้ ในส่วนของเขื่อนเจ้าพระยานั้น เป็นเขื่อนระบายน้ำในขณะนี้ มีน้ำไหลผ่าน 2 , 217 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที ซึ่งถ้าเกิน 2 , 500 ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที มีโอกาสจะท่วมสองฝั่งเจ้าพระยา ตั้งแต่ชัยนาทถึง กทม. แต่ก่อนเข้าถึง กทม.จะมีช่วงระบายน้ำสองทาง คือ ที่ปทุมธานี คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองระพีพัฒนศักดิ์ ผันไปลงคลองด่านและออกอ่าวไทย และอีกฝั่งหนึ่ง คือระบายออกทางแม่น้ำท่าจีน ดังนั้น ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้น้ำท่วม กทม.คือต้องดูว่า มีน้ำทะเลหนุนด้วยหรือไม่ ช่วงน้ำไม่หนุนเราก็พยายามปล่อยน้ำลงทะเล นอกจากนี้ นายชวรัตน์ ได้สั่งให้กรม ปภ.ตั้งศูนย์บริจาคเพื่อช่วยเหลือน้ำท่วมแล้ว ในส่วนกลาง ที่กรม ปภ. โทร 1784 และบริจาคได้ที่ ปภ.จังหวัดทุกแห่ง โดยของที่ต้องการมาก ก็คือพวกถุงดำ ผ้าอนามัย อาหารแห้ง เทียนไข ไฟฉาย

 "กระทรวงมหาดไทยขอฝากเตือนประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ประสบอุทกภัย ให้หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำในที่น้ำท่วม ปฏิบัติตามคำแนะนำจากหน่วยงานของรัฐอย่างเคร่งครัด หลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำ จับปลาในบริเวณที่น้ำท่วมขัง หรือทางน้ำไหลผ่าน เพราะกระแสน้ำที่เขี่ยวกรากอาจพัดจมน้ำเสียชีวิต ตลอดจนเพิ่มความระมัดระวังโรคติดต่อที่มักเกิดในช่วงน้ำท่วมขัง ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ สามารถติดต่อขอรับการช่วยเหลือได้ที่สำนัก ปภ.จังหวัด และศูนย์ ปภ.เขต หรือสายด่วนนิรภัย 1784” นายสุรพล กล่าวและว่า นอกจากนี้กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้ ปภ. ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด โดยจัดตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย วาตภัย และดินถล่มปี 2553 ส่วนกลาง ณ กรม ปภ. เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนในระดับพื้นที่ได้มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการ ที่ จ.นครราชสีมา พร้อมระดมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องมือกู้ภัย รถกู้ภัย รถผลิตน้ำดื่ม เรือท้องแบนจากศูนย์ ปภ.เขต และ สำนักงาน ปภ.จังหวัด ทั้งในพื้นเกิดเหตุอุทกภัย และพื้นที่ใกล้เคียง เข้าสนับสนุนการช่วยเหลือ โดยขณะนี้การช่วยเหลือได้ทยอยเข้าถึงผู้ประสบภัยแล้ว " นายสุรพล กล่าว

 ด้านนายศรีสมบัติ พรประสิทธิ์ รองอธิบดี ปภ.กล่าวว่า สถานการณ์ต่อเนื่องสะสมมาตั้งแต่เดือน ก.ย. ซึ่งอ่างเก็บน้ำเต็ม และน้ำอยู่ในระดับวิกฤต คือที่เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำตะคอง เขื่อนป่าสัก และหากฝนตกติดต่อกันอีก 2-3 วัน น้ำจะลงที่ จ.นครราชสีมา ปราจีนบุรี สระแก้ว และจะไปลงที่เขื่อนลำตะคองอีก แนวโน้มขณะนี้หลายพื้นที่จะมีฝนตกหนัก ระบายน้ำไม่ทัน อาจท่วมขังอีกหลายวัน ซึ่ง นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ให้เร่งให้ความช่วยเหลือโดยด่วน บางจังหวัดเองก็เริ่มช่วยตัวเองไม่ได้แล้ว ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากท้องที่อื่น ตอนนี้ที่สำคัญ คือ อพยพประชาชนอกมา และส่งอาหารให้ประชาชนที่ติดในบ้านพักวันละ 3 มื้อ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ทำงานติดต่อกันมา 2-3 วันแล้ว ต้องหาชุดใหม่ไปเปลี่ยน