ข่าว

 นโยบาย"คอขวด"

นโยบาย"คอขวด"

19 ต.ค. 2553

โผแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับผู้บังคับการถึงรองผู้บัญชาการ กำลังเกิดปัญหาชนิดที่เรียกว่า “คอขวด”

 เหตุเกิดจากการนับอาวุโส 33 เปอร์เซ็นต์ ที่ระดับ ผบก.จะต้องขึ้นไปเป็นรองผู้บัญชาการ ระดับรองผู้บังคับการจะขึ้นไปเป็นนายพลในตำแหน่งผู้บังคับการ

 ดังนั้นตำแหน่งที่เหลือจากระเบียบ 33 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องแย่งชิงกันวิ่งจนฝุ่นคลุ้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและฝ่ายการเมืองอย่างแน่นอน

 การจัดเรียงอาวุโส จึงต้องรอบคอบเพราะครั้งนี้อาจจะเกิดสถิติใหม่ในการฟ้องร้อง คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) หากเกิดความผิดพลาดในการพิจารณารายชื่อเพราะระดับรอง ผบก.มีจำนวนมาก เก้าอี้ระดับผู้บังคับการที่ว่างกว่า 60 ตำแหน่ง จึงเกิดการช่วงชิงสูง ส่วนกลุ่มอาวุโสก็สบายใจในระดับหนึ่ง แต่อาวุโสระดับต้นๆ ก็เบาใจได้

 อย่างน้อยหาก ก.ตร.จะเล่นตุกติกก็มีศาลเป็นที่พึ่ง

ความจริงก็น่าเห็นใจ ก.ตร.เหมือนกัน เพราะจำนวนตำแหน่งระดับผู้บังคับการมีความสำคัญทางการเมืองไม่น้อย เนื่องจากโผโยกย้ายนายพลครั้งนี้อาจเป็นครั้งสุดท้ายภายใต้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หากจะมีการเลือกตั้งในช่วงต้นปีหน้าหรืออย่างช้ากลางปีตามที่เป็นข่าว ความได้เปรียบเสียเปรียบขึ้นอยู่กับการจัดทัพตำรวจเช่นกัน

แรงกดดันจึงพุ่งไปที่ ก.ตร.และสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยเฉพาะ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. ที่รับบัญชีจากทั่วทุกสารทิศ
เมื่อมี 33 เปอร์เซ็นต์ เป็นตัวตัดตำแหน่งออกไป ที่เหลือจึงเป็นการต่อสู้ชนิดที่เรียกว่า มีกำลังเท่าไหร่ใส่กันเต็มที่

กองบัญชาการตำรวจนครบาลกับกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ถูกจับตามากที่สุดเพราะขนาดไล่จี้กันออกนอกหน่วยนายตำรวจที่ทำงานหรือลูกหม้อ หลายคนมีชื่อถูกเตะเข้ากรุโดยไม่มีความผิดหรือบกพร่องต่อหน้าที่ ส่วนนายตำรวจที่เข้ามาแทนรายชื่อแต่ละคนมีอิทธิฤทธิ์ทั้งนั้น

ไม่เกินสิ้นเดือนนี้หากไม่มีการเลื่อนประชุม นายกฯ จะมานั่งเป็นประธาน ก.ตร.ด้วยตัวเอง ความหวังของนายตำรวจที่ตั้งใจและยังมีไฟฝากไว้กับท่านอภิสิทธิ์

ผู้นำรัฐบาลต้องพิจารณาให้รอบคอบอย่าทำลายคนดี ถ้ารายชื่อออกมาส่วนใหญ่ยอมรับได้ ระบบอาวุโสนี่แหละอาจทำให้องค์กรตำรวจปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้น