ข่าว

DSIนำ11แดงเข้ากรุงเก็บตัวเซฟเฮ้าส์

DSIนำ11แดงเข้ากรุงเก็บตัวเซฟเฮ้าส์

18 ต.ค. 2553

“สื่อกัมพูชา” เคือง “ดีเอสไอ” ปล่อยข่าวนักรบแดง ฝึกอาวุธในเขมร ยันเป็นเมืองท่องเที่ยว ถ้าฝึกอาวุธปกปิดไม่ได้ ส่วนเวทีถกสื่อ 2 ชาติ ตกลงกระชับสัมพันธ์ ไม่เสนอข่าว “ปลุกนิยม” ทำประชาชนสองชาติบาดหมางกัน

 (18ต.ค.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีกลุ่มเสื้อแดง 11 คน ว่า ดีเอสไอได้นำตัวทั้งหมดเดินทางมากรุงเทพฯเพื่อเข้าเก็บตัวในสถานที่ที่ดีเอสไอเตรียมไว้ สำหรับโครงการคุ้มครองพยาน เพื่อรักษาความปลอดภัย โดยดีเอสไอได้ประสานให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานหนึ่งซึ่งไม่ขอเปิดเผยสังกัด มาช่วยดูแลพยานทั้ง 11 คน ส่วนกลุ่มหัวหน้าขบวนการที่สนับสนุน จำนวน 6 ราย เจ้าหน้าที่กำลังรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขออนุมัติหมายจับต่อไป

สื่อไทย-เขมรกระชับสัมพันธ์ไม่เสนอข่าว“ปลุกนิยม"

เมื่อเวลา 10.00 น. นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย นายชวรงค์ ลิมปทปาณี อุปนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ฝ่ายต่างประเทศ เป็นตัวแทนต้อนรับคณะสื่อมวลชนชาวกัมพูชาจากสถานีโทรทัศน์ วิทยุ และนักหนังสือพิมพ์ จำนวน 12 คนที่เดินทางมาตามคำเชิญของกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและความเข้าใจกับสื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศไทย

  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพบกันครั้งนี้สื่อมวลชนของทั้งสองประเทศได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำข่าวของแต่ละประเทศโดยเน้นไปที่ปัญหาการสื่อข่าวที่ผิดพลาดเป็นเหตุให้กระทบความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่มีความเคลื่อนอยู่บ่อยครั้งนำไปสู่ความบาดหมางของประชาชนสองประเทศ

 นายชวรงค์ กล่าวว่า ปัญหาสื่อมวลชนไทยคือไม่มีความรู้ในภาษากัมพูชาจึงต้องแปลคำพูดของสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จากสำนักข่าวต่างประเทศ ต่างจากนักข่าวกัมพูชาที่เข้าใจภาษาไทยเป็นอย่างดี จึงสามารถนำเอาเทปการให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีไทย ที่ขึ้นเว็ปไซต์นำไปแปลได้โดยตรง หลังจากนี้สื่อมวลชนของสองประเทศควรจะมีช่องทางที่สื่อสารกันได้ทันทีหากเกิดข่าวที่อ่อนไหวต่อความสัมพันธ์ของสองประเทศ

 ขณะที่นายอาทฮ์ บอนนี่ (Ath Bonny) สื่อมวลชนจากสถานีโทรทัศน์บายน กัมพูชา กล่าวว่า ปัญหาของนักข่าวคือเมื่อนักการเมืองของสองประเทศทะเลาะกันก็มักจะโทษว่าเป็นความผิดของนักข่าวที่เสนอข้อมูลผิดพลาด ขณะเดียวกันตัวนักข่าวเองที่รายงานเหตุการณ์แต่ใส่ความชาตินิยมลงไปในข่าวก็ทำให้เกิดปัญหาความบาดหมางของสองประเทศด้วย พร้อมกันนี้ได้ยกตัวอย่างข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)ที่ระบุว่ามีการฝึกอาวุธในประเทศกัมพูชา เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยแทบทั้งหมดโทษว่ากัมพูชาเปิดพื้นที่ให้มีการฝึกอาวุธ ทั้งที่ไม่มีใครรู้ข้อเท็จจริง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข่าวการฝึกอาวุธในประเทศกัมพูชานั้นได้มีการพูดคุยกันอย่างกว้างขวางโดยผู้สื่อข่าวไทยหลายคนเห็นด้วยว่า ไม่ว่าข่าวจะจริงหรือไม่ผู้บริหารดีเอสไอไม่ควรให้สัมภาษณ์ออกไปเพราะเป็นเรื่องที่อ่อนไหวต่อความสัมพันธ์ของสองประเทศ และได้สอบถามสื่อมวลชนกัมพูชาว่าได้ทราบข่าวว่ามีการฝึกอาวุธจริงหรือไม่ นายหุย วานนัก (Huy Vannak) จากสถานีโทรทัศน์ CTN กัมพูชา ตอบว่ารัฐมนตรีข่าวสารของกัมพูชาบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าหัวเราะ ประเทศกัมพูชาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไม่มีการฝึกอาวุธเด็ดขาด ถ้ามีจริงจะปิดบังกันไม่ได้

 ด้านสื่อมวลชนไทยถามต่อไปว่าผู้สื่อข่าวกัมพูชาได้ลงพื้นที่หาข้อมูลเรื่องนี้หรือไม่ น.ส.ยุง เขมรา (Yung Khemara ) จากหนังสือพิมพ์เดอมอัมปึล กัมพูชา บอกว่า ในกัมพูชาไม่มีการทำข่าวนี้ต่อเพราะเจ้าหน้าที่ระดับสูงยืนยันว่าเป็นเรื่องไม่จริง ในที่สุดสื่อมวลชนอาวุโสของกัมพูชา รีบตัดบทไม่ให้อภิปรายเรื่องนี้ต่อเนื่องจากเห็นว่าไม่เอื้อต่อบรรยากาศการสร้างความร่วมมือกัน

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการหารือราว 2 ชั่วโมงสื่อมวลชนไทยและกัมพูชามีความเห็นตรงกันว่าควรจะระมัดระวังในการนำเสนอข่าวสารที่จะส่งผลให้ประชาชนทั้งสองประเทศเกิดความบางหมางต่อกัน โดยต้องอ้างอิงแหล่งข่าวที่มีความน่าเชื่อถือชัดเจน ไม่ตกเป็นเครื่องมือให้นักการเมืองใช้เป็นกระบอกเสียงปลุกกระแสชาตินิยมเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งจะเป็นชนวนเหตุทำให้เกิดการกระทบกระทั่งเพื่อความสันติสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมทั้งมีแนวคิดว่าจะร่วมกันทำเว็ปไซต์ข่าวกลางเพื่อให้ตรวจสอบข่าวที่ถูกต้อง จัดทำคู่มือสื่อมวลชนไทย-กัมพูชา เพื่อให้สื่อมวลชนของสองประเทศได้เข้าใจในประวัติศาสตร์ร่วมกันโดยเฉพาะในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร และส่งเสริมให้สื่อมวลชนของสองชาติได้ทำกิจกรรมร่วมกันเช่นนี้บ่อยขึ้นเพื่อปรับความเข้าใจให้ตรงกัน

 นายชิน มาเดโป (Chin Madepo) จากหนังสือพิมพ์รัศมีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สื่อกัมพูชาถูกมองว่าตกอยู่ใต้อิทธิพลของนายกฯฮุนเซน ว่า สื่อในกัมพูชามีอิสระประชาธิปไตยเต็มที่ เราลงข่าวได้ทั้งหมดแต่ต้องเป็นความจริงเท่านั้น   พร้อมกันนี้อยากฝากทั้งนักข่าวไทยและกัมพูชาว่าขอให้รายงานเหตุการณ์ที่เป็นจริง ไม่ควรนำความคิดเห็นชาตินิยมส่วนตัวผสมเข้าไปในข่าว รวมทั้งต้องไม่เป็นเครื่องมือของแหล่งข่าวที่พยายามยุแหย่ให้เกิดปัญหาระหว่างสองประเทศ