
อภิสิทธิ์เผยสุเทพกำลังตรวจสอบตำรวจใส่เสื้อแดง
มาร์ค เผย สุเทพ กำลังตรวจสอบตำรวจใส่เสื้อแดงหลังปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบฯ สั่งการเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมาย แต่ต้องไม่ใช้ความรุนแรง แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องใช้ความเด็ดขาด อุ้ม กษิต หลัง แม้ว แฉเคยรับเงิน บอกถ้าคิดว่าไม่เหมาะสมแล้วตั้งไปอยู่วอชิงตันแ
ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก่อนเดินทางเข้าร่วมประชุม จี-20 ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ว่า เมื่อเวลา 08.30 น. นายกรัฐมนตรีได้นำคณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าถวายพระพรชัยมงคลสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ที่อาคารชัยพัฒนา พระตำหนักสวนจิตรลดา จากนั้น เดินทางกลับเข้าบ้านพักในซอยสุขุมวิท 31 เพื่อรับนางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ ภริยา
จากนั้นเวลา 11.00 น. นายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้เปลี่ยนจุดในการขึ้นเครื่องบิน จากปกติที่ใช้ห้องรับรองพิเศษ ของผู้โดยสารขาออก บริเวณชั้น 4 ของอาคารผู้โดยสาร แต่วันนี้ได้มาใช้ห้องรับรองพิเศษ ขาเข้าของการท่าอากาศยานแทนซึ่งอยู่แยกออกมาต่างหากจากอาคารผู้โดยสาร โดยก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้กระจายกำลังดูแลทั้ง 2 จุด เนื่องจากมีข่าวว่ามีกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณไม่ถึง 10 คน เดินทางมาดักรอนายกรัฐมนตรีที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และเมื่อพบว่ามีคนเสื้อแดงมาดักรอที่บริเวณชั้น 4 อาคารผู้โดยสารขาออกจึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเปลี่ยนจุดให้นายกรัฐมนตรีไปขึ้นที่ห้องรับรองวีไอพีขาเข้าแทน ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงเหตผลว่าทำไมเปลี่ยนจุดการขึ้นเครื่องบิน นายอภิสิทธิ์ได้แต่ยิ้มแต่ไม่ยอมตอบคำถาม
กระทั่งเวลา 11.35 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปร่วมประชุม จี- 20 กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ ว่า ในช่วงที่ไม่อยู่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง จะทำหน้าที่รักษาการณ์ และเมื่อเช้า (31 มี.ค.) ก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับสถานการณ์ และฝากไปถึงประชาชนทุกคนว่าขอให้สบายใจ เพราะรัฐบาลพร้อมที่จะดูแลความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ที่ผ่านมาการชุมนุมก็ไม่ได้เป็นปัญหาถึงขั้นที่จะมีการฝ่าฝืนกฎหมาย ที่สำคัญเราทราบว่าบางฝ่ายต้องการให้เกิดความรุนแรงในช่วงระยะเวลานี้จนถึงก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยมีความพยายามหลายอย่างเพื่อให้เกิดความตึงเครียดขึ้นมา เช่น เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ก็มีการพูดปล่อยข่าวว่าจะมีการสลายการชุมนุม จะมีการใช้กำลัง รวมถึงทหารจะเข้าไปทำร้ายประชาชน ซึ่งตนเชื่อว่าประชาชนทราบว่ารัฐบาลนี้ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา บริหารราชการแผ่นดินโดยการยอมรับการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน บริหารราชการแผ่นดินด้วยความอดทน อดกลั้น เวลาที่มีการวิพากวิจารณ์หรือมีการโจมตีอย่างรุนแรง และยังจะยึดแนวทางดังกล่าว เพราะฉะนั้นข่าวที่ปล่อยออกมาจนทำให้เกิดกระแสต่างๆออกมานั้นก็อยากให้ประชาชนแยกแยะ เพราะสามารถดูจากประวัติการทำงานได้
“ผมขอเรียนว่าในส่วนที่มีการพูดถึงการจะใช้กำลังต่างๆนั้น เราทราบด้วยซ้ำว่ามีความพยายามประสานไปถึงสื่อต่างประเทศเพื่อให้มาคอยติดตามทำข่าวว่าจะมีการปะทะ หรือความรุนแรง เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะไม่ตกหลุมในการที่จะทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้น เพราะเรารู้ว่านั่นคือการทำร้ายบ้านเมืองมากที่สุดในช่วงที่มีการประชุมระหว่างประเทศ และเรากำลังเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมอาเซียนบวก 3 และบวก 6 รวมถึงเป็นช่วงที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจกำลังเดินหน้า ดังนั้นเราจะไม่ตกเป็นเหยื่อของแนวทางการยั่วยุให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ขณะเดียวกันการชุมนุมที่มีผลกระทบใดๆต่อการปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลก็จะใช้แนวทางตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นร้องต่อศาลเพราะข้าราชการไม่สามารถเข้าปฏิบัติหน้าที่ได้ ดังนั้นก็คงต้องรอฟังคำวินิจฉัยของศาลและใช้แนวทางดังกล่าวในการแก้ปัญหาต่อไป ส่วนการปราศรัยในส่วนที่กระทบต่อความมั่นคงก็ขอยืนยันว่าเราไม่ได้ละเลย หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แน่นอน มีการรวบรวมหลักฐานและจะดูข้อกฎหมายเพื่อดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตามผมได้ซักซ้อมกับรองนายกฯสุเทพไปอีกครั้ง และกำชับเจ้าหน้าที่ให้ทราบถึงแนวทางของรัฐบาลว่าคืออะไร ส่วนการชี้แจงข้อเท็จจริง เวลาที่มีการพาดพิงถึงใครถ้าอยู่ในฐานะที่จะชี้แจงได้ก็ชี้แจง ถ้าเป็นเรื่องส่วนรวมก็ต้องเป็นเรื่องของทุกฝ่ายในสังคมที่จะต้องนำข้อเท็จจริงต่างๆออกมา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบางส่วนหลังการปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบฯ ก็นำเสื้อแดงมาสวมทับเครื่องแบบ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสุเทพกำลังตรวจสอบรายละเอียดเรื่องนี้อยู่ ส่วนจะถึงขั้นพักราชการหรือไม่กับพฤติกรรมดังกล่าวนั้น คงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่ามีการเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาปกป้องสถาบันองคมนตรีมากขึ้นหลังถูกพาดพิง จุดยืนของรัฐบาลเป็นอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอย้ำว่ารัฐบาลได้พูดตลอดเวลาว่าไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะมีการพาดพิงไปถึงประธานฯและองคมนตรี เพราะท่านไม่อยู่ในฐานะที่จะออกมาชี้แจงได้มากนักแม้จะมีการชี้แจงอยู่บ้างก็ตาม และอย่างที่บอกอะไรที่กระทบกับกฎหมายความมั่นคง ขณะนี้ก็กำลังรวบรวมหลักฐานต่างๆและจะดำเนินการถ้าหากาเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย
เมื่อถามว่าแต่การที่รัฐบาลหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงก็ทำให้ไม่สามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ในทำเนียบฯได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ในส่วนของการใช้ทำเนียบฯนั้น ในส่วนของข้าราชการก็ได้ไปร้องต่อศาลแล้ว ส่วนของตนในช่วงที่ผ่านมาไม่มีกำหนดการที่จะต้องเข้าไป ถ้ามีกำหนดการก็เชื่อว่าจะสามารถเข้าไปได้ เมื่อถามว่าทางผู้ชุมนุมประกาศว่าเป็นชัยชนะเนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถประชุม ครม.ได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่เป็นไร ใครจะประกาศอย่างไรก็ได้ถ้าทำให้เขาสบายใจก็ให้เขาประกาศไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าหมายความว่ารัฐบาลจะปล่อยให้การชุมนุมมีต่อไปใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การชุมนุมถ้าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพภายใต้รัฐธรรมนูญก็สามารถทำได้ แต่ในส่วนที่ส่งผลกระทบก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อถามว่าหลังจากกลับมาจากอังกฤษจะทำอย่างไรเพื่อให้สามารถเข้ามาทำงานในทำเนียบฯได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ก็จะเข้าไปทำงาน”
เมื่อถามว่าถ้าคำสั่งศาลออกมาในลักษณะให้เปิดทางแต่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ดำเนินการตามคำสั่งศาลจะทำอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องว่ากันอีกขั้นหนึ่ง เพราะถ้าเราดำเนินการทุกอย่างโดยเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน นั่นก็หมายความว่าผู้ชุมนุมก็ต้องเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งผู้ที่จะตัดสินก็อยู่ที่ศาลและกระบวนการยุติธรรม ถ้ายังไม่ดำเนินการตามคำสั่งของศาลอีกก็ต้องไปอีกขั้นหนึ่ง
ต่อข้อถามว่าทำไมจึงมั่นใจว่าจะกลับเข้าไปทำงานในทำเนียบฯได้ เพราะนายกฯเองก็บอกว่าผู้ชุมนุมเองต้องการให้เกิดความุรนแรงก่อนเทศกาลสงกรานต์ นายอภสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าในส่วนของเจ้าหน้าที่มีการเตรียมการอยู่ตลอดเวลาว่าจะปฏิบัติอย่างไร เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรที่ไม่สามารถเข้าไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ยังไม่ได้จะเข้าไปเลยครับ” เมื่อถามย้ำว่าในขณะที่รัฐบาล 2 ชุดที่ผ่านมาก็ไม่สามารถเข้าไปทำงานในทำเนียบฯ ได้เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ บุกยึดทำเนียบฯ เมื่อมาเจอด้วยตัวเองอย่างนี้รู้สึกอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนก็ทำงานตามปกติ ยังไม่ได้เจออะไรเพราะยังไม่ได้เข้าไป และคิดว่าการชุมนุมในขณะนี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของรัฐบาล เพราะขณะนี้ก็ยังทำงานตามปกติทุกอย่าง ภารกิจของตนนั้นก็กำหนดไว้ล่วงหน้าก่อนที่ผู้ชุมนุมจะมาก็เป็นไปตามเดิมทุกอย่าง
ผู้สื่อข่าวถามว่านายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงประกาศบนเวทีว่าจะไม่ให้นายกรัฐมนตรีกลับเข้าประเทศ นายอภิสิทธิ์ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า “คุณณัฐวุฒิคงไม่เข้าใจมั้งครับว่าคนไทยทุกคนมีสิทธิ์กลับมาอยู่ในประเทศ และผมก็กลับมา ผมไม่หนีไปไหน ผมไม่มีอะไรต้องหนี”
เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะกลับประเทศไทยและเป็นแกนนำหากมีการยิงหรือทำร้ายประชาชน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ควรจะกลับมานานแล้ว แต่ยืนยันว่ารัฐบาลนี้ไม่มีแนวคิดที่จะให้เจ้าหน้าที่ทำร้ายประชาชน คงผิดรัฐบาลแล้ว ต่อข้อถามว่าจนถึงวันนี้ทราบที่อยู่ของพ.ต.ท.ทักษิณ หรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีกระแสอยู่บ้างและมีการดำเนินการทางการต่างประเทศอยู่ แต่ยืนยันว่าไม่ได้อยู่ใกล้กับประเทศไทย เมื่อถามว่าเรื่องการดำเนินการทางการต่างประเทศหวังผลได้มากน้อยแค่ไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนคิดว่าคงจะมี เหมือนกับก่อนหน้านี้ที่มีท่าทีที่ชัดเจนขึ้นในส่วนของฮ่องกง เมื่อถามว่าจุดนี้เกี่ยวข้องกับทางดูไบที่กระทรวงการต่างประเทศเตรียมส่งคณะไปเจรจาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวยอมรับว่า ก็มีส่วน เพราะมีหลายช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณไปอยู่ที่นั่น
ผู้สื่อข่าวถามว่ามั่นใจใช่หรือไม่ว่าแนวทางที่รัฐบาลทำอยู่จะสามารถดำเนินการกับ พ.ต.ท..ทักษิณได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ทำอยู่ตลอดไม่ได้ละเลย แต่ทุกอย่างที่ทำจะยึดกรอบของกฎหมาย
เมื่อถามว่าได้ฟังสิ่งที่พ.ต.ท.ทักษิณ พูดถึงนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้อ่านจากข่าว เมื่อถามย้ำว่ารู้สึกอย่างไรที่มีการพูดถึงตัว รมว.ต่างประเทศอย่างนั้น นายกรัฐมนตรี เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่จะกล่าวว่า “ก็แปลกใจว่าคนเป็นนายกฯ ถ้าคิดว่ามีคนไม่เหมาะสมยังส่งไปอยู่ที่กรุงวอชิงตันและโตเกียวได้ ไม่น่าเชื่อ” เมื่อถามว่าคิดว่านายกษิตจะรับเงินจริงหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่น่าเชื่อว่าคนเป็นนายกรัฐมนตรีเห็นว่ามีคนที่ทำงานไม่ได้ ไม่เหมาะสม แล้วยังส่งไปอยู่ที่วอชิงตันและโตเกียว อันนี้น่าทึ่งที่สุด
ต่อข้อถามว่าจะดูแลในพื้นที่ต่างจังหวัดอย่างไรเพราะขณะนี้มีการชุมนุมตามศาลากลางจังหวัดต่างๆแล้ว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ดูแลติดตามอยู่ เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ก็ไม่มีอะไร
เมื่อถามว่าขณะนี้สังคมสับสนว่าทำไมรัฐบาลปล่อยให้นักโทษมาเป็นแกนนำในการเคลื่อนไหวขณะนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อย่างที่บอกว่าขณะนี้กำลังพยายามดำเนินการ แต่ทุกอย่างก็ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย รัฐบาลไม่มีสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย ปัญหาบ้านเมืองที่มาถึงวันนี้เพราะในอดีตมีรัฐบาลที่คิดว่าตัวเองอยุ่เหนือกฎหมายได้ ดังนั้นวันนี้รัฐบาลก็ต้องทำทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมาย
ต่อข้อถามว่าต่อไปอาจจะมีปัญหาทำให้มีนักโทษออกมาเคื่อนไหวในลักษณะนี้บ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวปฏิเสธว่า คงไม่ และตนไม่คิดว่าการกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ จะเป็นแบบอย่างได้ เพราะขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ได้มีความสุขอะไร ดูจากภาพก็เห็น
เมื่อถามว่าแสดงว่ารัฐบาลไม่มีสิทธิ์ตัดสิญญานในการโฟนอินหรือวีดีโอลิงค์ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับรายละเอียดทางเทคนิค ขณะนี้กำลังติดตามและมีความชัดเจนขึ้นมาระดับหนึ่ง เช่น ถ้าเป็นการส่งภาพขึ้นดาวเทียมแล้วส่งลงมา และการส่งสัญญานทำในต่างประเทศกฎหมายก็ไปไม่ถึง
เมื่อถามว่ามีการระบุว่ามีข้าราชการในกรมประชาสัมพันธ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณในการเชื่อมสัญญานเข้ามา นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายสาทิตย์ วงศ์หนองเคย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำลังติดตามเรื่องนี้อยู่ซึ่งขณะนี้ก็มีรายละเอียดเพิ่มเติมมากขึ้น แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับเวลาและทรัพย์สินทางราชการก็เป็นการทำในฐานะส่วนตัว
ผู้สื่อข่าวถามว่าจะดำเนินการอย่างไรในการปลุกระดมให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดตลอดเวลา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คิดว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้เข้าใจผิด เราจะเห็นได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนตั้งแต่เรื่องการพาดพิงถึงสถาบันหลัก หรือองคมนตรีตนคิดว่าความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ก็ชัดเจน หรือแม้แต่เรื่องเศรษฐกิจคนส่วนใหญ่ก็ไม่เชื่อกลับการอ้างว่าไม่ว่าใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วจะไม่ต้องกู้เงิน ไม่ต้องขาดดุลงบประมาณ ซึ่งผลการสำรวจความคิดเห็นก็ชัดเจน ส่วนผู้ที่มาร่วมชุมนุมนั้นก็จะค่อยๆได้เรียนรู้ต่อไปว่าใครเชื่อได้หรือไม่ได้ อีกทั้งตนก็ยังเชื่อว่าการปรบมือข้างเดียวนั้นไม่ดัง ซึ่งขณะนี้เขาก็ปรบไม่ดังเท่าไหร่
เมื่อถามว่าขณะนี้สัมพันธภาพระหว่างทหารและรัฐบาลดีหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นไปอย่างปกติ กองทัพก็ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองภายใต้กรอบนโยบายของรัฐบาลและก็มีข้อห่วงใยในเรื่องความมั่นคงซึ่งก็มีหน้าที่รายงาน และแก้ไขปัญหา ที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี เมื่อถามว่าแล้วความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจและรัฐบาลเป็นอย่างไร นาอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ก็เหมือนเดิม”
ผู้สื่อข่าวถามว่าทางออกของการแก้ปัญหาจะเริ่มจากจุดไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สุดท้ายจะอยู่ที่การเข้าใจว่าบ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้านั้นจะต้องเดินอย่างไร ถ้าหากเรายอมให้มีการกระทำที่ผิดกฎหมายและใช้แนวทางการต่อรองเพื่อให้พ้นผิด บ้านเมืองจะไม่มีทางหลุดพ้นจากวงจรของความขัดแย้ง ส่วนสิ่งที่เขายังมีความคลางแคลงใจอยู่บางส่วนว่ารัฐบาลบังคับใช้กฎหมายจริงจังมากน้อยแค่ไหนนั้น ตนขอยืนยันว่าทุกคดีมีความคืบหน้า อย่างคดีบุกยึดทำเนียบรัฐบาลก็มีการดำเนินการแล้ว และต่อไปก็จะเห็นชัดเจน โดยคนจะเห็นว่าไม่ได้เป็นอย่างที่บางฝ่ายพยายามพูดว่ารัฐบาลนี้บังคับใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน
เมื่อถามว่าจะเร่งรัดอะไรให้เป็นรูปธรรมเพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามนำไปเปรียบเทียบ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้าเขาดูหลายเรื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ก็จะเห็นและเปรียบเทียบได้พอสมควร แต่ยังมีการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ซึ่งรัฐบาลจะดำเนินการในการให้ข้อมูลด้วยเช่นกัน
ต่อข้อถามว่ามองอย่างไรที่ขณะนี้ข้อเรียกร้องไปไกลถึงขั้นที่จะให้มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนกลางและแก้รัฐธรรมนูญแล้วนำไปสู่การยุบสภาต่อไป นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าฟังข้อเรียกร้องในตอนนี้ จะทราบได้เลยว่าสับสนมากว่าตกลงจะให้ยุบสภาหรือมีนายกฯคนกลาง จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือยุบสภา หรือจะแก้กฎหมาย แต่เป้าหมายมันมุ่งไปสู่เรื่องของการที่จะให้บางฝ่ายพ้นผิดเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลจะไปจำนนตามนั้นไม่ได้ ทั้งนี้ ถ้าคิดว่ากรอบกฎหมายไม่เป็นธรรม ตนก็เชิญมาร่วมปฏิรูปการเมือง อย่างไรก็ตาม ตนไม่เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะเอาผลประโยชน์ของคนคนเดียวหรือกลุ่มคนบางกลุ่มมาก่อนผลประโยชน์ของประเทศ เพียงแต่ต้องค่อยๆทำให้เห็นกันไปว่าการเคลื่อนไหวของเขาทั้งหมดไม่ได้มีเป้าหมายในการช่วยเหลือประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่ากว่าคนส่วนใหญ่ในบ้านเมืองจะลุกขึ้นมา บ้านเมืองจะได้รับความเสียหายถึงขั้นไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้อาจมีความวิตกกังวลกันบ้าง แต่รัฐบาลไม่ได้ประมาท ขณะที่นโยบายและงานต่างๆของรัฐบาลก็ยังเดินหน้าไปอย่างต่อเนื่อง เช่น เรื่องงบประมาณกลางปี การจ่ายเงินต่างๆ ก็ไม่มีการสะดุด และทุกอย่างเดินหน้าอย่างเต็มที่ ซึ่งตรงนี้ตนคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ประชาชนให้ความสนใจ ขณะที่ข้อเรียกร้องต่างๆ เช่น การออกกฎหมาย การแก้รัฐธรรมนูญ หรืออะไร ไม่ได้มีผลทำให้ชีวิตความเป็นของประชาชนดีขึ้น อีกทั้ง ประชาธิปไตยไม่ใช่สิ่งที่ใครจะไปแอบอ้างได้ว่าตัวเองเป็นตัวแทน และต้องดูประวัติ เพราะประชาธิปไตยคือการเคารพสิทธิเสรีภาพ การยึดถือกติกา ซึ่งถ้ากติกาไม่ดี ก็นำมาแก้ไขบนแนวทางของการมีส่วนร่วมของทุกฝ่าย
เมื่อถามว่าถ้าถึงจังหวะหนึ่งที่จำเป็นต้องใช้ความเด็ดขาดในการแก้ปัญหา นายกฯจะกล้าตัดสินใจหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ถ้ามีความจำเป็นถึงขั้น ก็จำเป็นต้องทำ แต่ตนต้องการให้ประชาชนได้รับทราบว่ารัฐบาลไม่มีแนวคิดที่จะใช้ความรุนแรงต่อประชาชน และถ้าประชาชนได้ใช้สิทธิเสรีภาพโดยไม่สร้างปัญหาการทำผิดกฎหมายที่กระทบความมั่นคงอย่างรุนแรง รัฐบาลจะไม่ไปดำเนินการอะไรที่ทำให้ถูกบิดเบือน ตีความ หรือขยายผลจนสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ถ้าจะมีการใช้ความเด็ดขาดในเรื่องใด ก็ยังอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและเป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงต้องเป็นความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ต่อข้อถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะสามารถประคองรัฐบาลให้อยู่ถึงการแถลงผลการดำเนินงานครบ 1 ปีต่อรัฐสภา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การทำงานของรัฐบาลจะเป็นไปตามปกติ ทั้งนี้ สิ่งสำคัญที่รัฐบาลจะเสนอต่อรัฐสภาต่อไป คือ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2553 ซึ่งจะมีขึ้นประมาณปลายเดือน มิ.ย.นี้ ก็ยังเป็นไปตามนั้น เมื่อถามว่าแผนการเคลื่อนไหวทั้งหมดที่มีอยู่ดูเหมือนมีความพยายามที่จะให้เกิดความรุนแรง จะยังมั่นใจหรือไม่ว่าไม่สามารถสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังมั่นใจ เพราะมีการซักซ้อมทำความเข้าใจกับผู้ที่ดูแลด้านนี้เป็นอย่างดีให้ทราบว่าต้องเข้าใจเป้าหมายของบางฝ่ายและต้องทำอย่างไรเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บ้านเมืองเสียหายในลักษณะนั้น ขณะเดียวกันต้องไม่ละเลยโดยถ้ามีการกระทำใดๆที่ละเมิดกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในช่วงที่ผ่านมา ตอนนี้ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานไว้เพื่อดำเนินการต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามว่าเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ม็อบชนม็อบหรือไม่ เพราะตอนนี้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเริ่มมีการเคลื่อนไหวแล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะพยายามดูแลไม่ให้เป็นเช่นนั้น และที่ผ่านมาที่เคยมีความพยายามที่จะจัดกิจกรรมชนกัน รัฐบาลได้แยกออกจากกัน เมื่อถามว่านายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวสมน้ำหน้ารัฐบาลว่าไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆหรือดำเนินการอะไรได้ทั้งที่เป็นรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเดินหน้าทำงานตามปกติ ตนยืนยันว่าแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ ถ้าใจร้อน ผลีผลาม จะผิดพลาดซ้ำซาก เพราะการแก้ปัญหาได้ยั่งยืนนั้นต้องใช้เวลาและความอดทน แต่ไม่ได้หมายความว่าอดทนต่อสิ่งที่กระทบกับความมั่นคงของประเทศ เพราะจะมีการดำเนินการ แต่วิธีการต้องไม่ตกเป็นเหยื่อของฝ่ายที่ต้องการทำลายเสถียรภาพและภาพลักษณ์ของประเทศ
เมื่อถามว่าในช่วงที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย นายกฯห่วงสิ่งใดมากที่สุด นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ได้หนักใจอะไรเป็นพิเศษ เพราะยังติดตามสถานการณ์โดยสามารถติดต่อสื่อสารได้ อีกทั้งได้ซักซ้อมทำความเข้าใจกับผู้ที่อยู่เรียบร้อยแล้ว ตนจึงค่อนข้างมั่นใจว่ามีแนวทางความคิดตรงกัน นอกจากนี้ ตนมั่นใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์ที่กลุ่มคนที่เคลื่อนไหวในตอนนี้จะโค่นล้มรัฐบาลได้ และที่สำคัญตนไม่ได้มองเรื่องการโค่นล้มรัฐบาล แต่มองในเรื่องการรักษาความถูกต้องและความมั่นคงของประเทศ ทั้งนี้ รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยมีการเปลี่ยนแปลงตามระบบของมันเอง
ต่อข้อถามว่าคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้เป็นปัญหาการเมืองหรือเป็นปัญหาของบ้านเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นทั้งคู่ และปัญหาของการเมืองนั้นเหมือนที่ตนเคยบอกว่าไม่เป็นอะไร เล่นกันให้เต็มที่ แต่สำหรับปัญหาของบ้านเมือง เราจะไม่ยอมให้บ้านเมืองได้รับความเสียหาย ซึ่งตนขอย้ำว่าถ้าใจร้อน ผลีผลาม จะแก้ปัญหาไม่ได้และยิ่งทำให้บ้านเมืองมีปัญหารุนแรงมากขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าอดทนแล้วอยู่เฉยๆ
เมื่อถามว่ารัฐบาลจะปล่อยให้การชุมนุมยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องของการปล่อยหรือไม่ปล่อย แต่คนจะใช้สิทธิ์ก็มีสิทธิ์ที่จะใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ ส่วนเขาจะใช้สิทธิ์นานแค่ไหนนั้นเป็นเรื่องที่เขาต้องตัดสินใจ ผู้สื่อข่าวถามว่าเริ่มรู้สึกเหนื่อยต่อการทำงานมาถึงตอนนี้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ไม่เหนื่อย จะเหนื่อยไปทำไม” เมื่อถามว่าได้รับโผแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารหรือยัง นายอภิสิทธิ์ เพียงแต่ยิ้ม แต่ไม่ยอมตอบคำถามดังกล่าว



