ข่าว

สั่งปลด"พสิษฐ์"พ้นเลขาปธ.ศาลรธน.

สั่งปลด"พสิษฐ์"พ้นเลขาปธ.ศาลรธน.

19 ต.ค. 2553

ประธานศาล รธน.สั่งปลด "พสิษฐ์" พ้นเลขาฯ ยันตุลาการเป็นกลาง ไม่มีใครแทรกแซงได้ แจงภาพ "ป๋าเปรม" มอบรางวัลนัก ก.ม.ปี 52 ไม่เกี่ยวคดียุบพรรค นัดแถลงปิดคดี 29 พ.ย.-ยังไม่กำหนดวันตัดสิน "พสิษฐ์" เผ่นซุกฮ่องกงแล้ว "มาร์ค" เบิกความยันไม่รู้ ไม่เห็น อ้างทำทุกอย่า

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเปิดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเหตุการณ์ในคลิปลับ ที่มีมือดีนำมาโพสต์ในเว็บไซต์ยูทูบ ขณะเดียวกันประธานศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งปลดนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ ออกจากตำแหน่งเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ หลังมีคลิปที่ปรากฏภาพนายพสิษฐ์ไปพูดคุยหารือกับนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์เรื่องคดียุบพรรค

เมื่อเวลา 10.25 น. วันที่ 18 ตุลาคม คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 คน ได้แก่ นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี นายจรัญ ภักดีธนากุล นายสุพจน์ ไข่มุกด์ นายบุญส่ง กุลบุปผา และนายจรูญ อินทจาร ร่วมกันแถลงข่าว กรณีคลิบวิดีโอนักการเมือง และเจ้าหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีการหารือคดียุบพรรคประชาธิปัตย์  ซึ่งมีการนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมทั้งสิ้น 5 ตอนด้วยกัน

นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี กล่าวว่า จากกรณีดังกล่าวได้เกิดกระแสสังคมวิพากษ์วิจารณ์ คณะตุลาการจึงขอชี้แจงว่าคลิปที่ปรากฏภาพนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญคนดังกล่าวมีส่วนเกี่ยวข้อง อาจทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของศาลได้ ดังนั้น นายชัช ชลวร ประธานตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงได้มีคำสั่งปลดนายพสิษฐ์ มีผลตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม เป็นต้นไป เพื่อแสดงให้เห็นว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนายพสิษฐ์และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

นายอุดมศักดิ์กล่าวอีกว่า สำหรับคลิปที่ภาพปรากฏ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษนั้น ขอชี้แจงว่าคลิปวิดีโอดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2552 โดยขณะนั้นประธานศาลรัฐธรรมนูญได้รับรางวัลเป็นนักกฎหมายดีเด่น จากกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ โดยมีประธานองคมนตรีเป็นผู้มอบรางวัล ซึ่งจะมอบรางวัลดังกล่าวเป็นประจำทุกปี ขอยืนยันว่าประธานองคมนตรีไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีใดๆ ทั้งสิ้น รวมถึงคำวินิจฉัยต่างๆ

"ศาลรัฐธรรมนูญปฏิบัติหน้าที่ตามพระปรมาภิไธย ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกลางกับทุกฝ่าย ไม่มีใครมาก้าวก่ายแทรกแซงได้ ขอให้ประชาชนมั่นใจการทำงานของศาล" นายอุดมศักดิ์กล่าว
 นายอุดมศักดิ์ยังได้เรียกร้องให้รัฐบาล หรือหน่วยงานภาครัฐต่างๆ สอบสวนและสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเรื่องนี้ถือว่าผิดกฎหมาย ผิดอาญาต่อแผ่นดิน พร้อมกันนี้คณะตุลาการก็จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเป็นการภายในด้วยเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีคลิปวิดีโอเกิดขึ้น ตุลาการจะดำเนินคดีฟ้องร้องกลับหรือไม่ นายอุดมศักดิ์กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีหน้าที่สืบสวนสอบสวนได้เลย เพราะการกระทำต่อศาลเช่นนี้ ถือว่ามีความผิดต่ออาญาแผ่นดิน เพราะทำให้ภาพลักษณ์ของศาลเสียหาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า การปลดนายพสิษฐ์ออก แสดงว่าพบว่ามีความผิดที่ชัดเจนแล้วใช่หรือไม่ นายอุดมศักดิ์กล่าวว่า ขณะนี้ศาลได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบอยู่ เพราะทำให้ภาพลักษณ์ของศาลรัฐธรรมนูญเสียหาย จึงจำเป็นต้องมีคำสั่งปลดไว้ก่อน ส่วนจะเกี่ยวข้องไปยังตุลาการระดับสูงอย่างไรหรือไม่นั้น ขณะนี้ก็กำลังตรวจสอบเป็นการภายในอยู่ ส่วนรายละเอียดมีความคืบหน้าอย่างไรจะแถลงให้ทราบอีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นำโดยนายชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนในคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากกระทำการอันอาจเข้าข่ายมาตรา 62 และ 65 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2541 และมาตรา 82 และ 93 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 กรณีนำเงินที่ได้รับจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 29 ล้านบาท ไปใช้จ่ายไม่ตรงกับความเป็นจริง

 โดยวันนี้เป็นการไต่สวนนัดสุดท้ายของฝ่ายผู้ถูกร้อง คือพรรคประชาธิปัตย์ กำหนดนัดได้จำนวน 4 ปาก ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.กทม. อดีตรองหัวหน้าพรรค และนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย อย่างไรก็ตาม การไต่สวนครั้งนี้มีการจัดระบบรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยทาง บก.น.2 ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 ประมาณ 250 นาย ทั้งในเครื่องแบบและนอกเครื่องแบบ พร้อมด้วยชุดเคลื่อนที่เร็ว เพื่อดูแลความปลอดภัย นอกจากนี้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญยังให้มีการประสานเจ้าหน้าที่ติดตั้งอุปกรณ์เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์มือถือ และสำรวจตรวจสอบภายในห้องก่อนมีการพิจารณาด้วย

หลังเสร็จสิ้นการไต่สวนพยานผู้ถูกร้องทั้งสี่คนแล้ว รายงานข่าวเปิดเผยว่า องค์คณะตุลาการได้มีคำสั่งให้คู่กรณีแถลงปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน และให้แถลงปิดคดีด้วยวาจาในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2553 เวลา 09.00 น. หากฝ่ายใดไม่แถลงให้ถือว่าไม่ติดใจที่จะชี้แจง อย่างไรก็ตาม ในวันแถลงปิดคดี คณะตุลาการยังไม่ได้นัดวันวินิจฉัยคดีดังกล่าว รวมทั้งคณะตุลาการยังไม่ได้นัดแจ้งให้บุคคลใดมาชี้แจงเพิ่มเติม

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ได้เบิกความคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ว่า ขณะที่เกิดเหตุการณ์ตนดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค ซึ่งในการวางแผนเลือกตั้งทางพรรคก็ได้ตั้งกองบัญชาการเลือกตั้ง โดยมีเลขาธิการพรรคเป็นผู้รับผิดชอบ และได้มีการตั้งคณะทำงานด้านต่าง ๆ รวมถึงคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์การหาเสียงที่ทำหน้าที่วางแผนการประชาสัมพันธ์ โดยมีนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ เป็นหัวหน้าทีม ต่อมาคณะทำงานด้านยุทธศาสตร์ประสานภายในไปยังเลขานุการกองทุนฯ เพื่อปรับแผนการใช้จ่ายเงิน เนื่องจากช่วงนั้นคณะกรรมการกองทุนไม่มีการประชุม เพราะอยู่ระหว่างการเลือกตั้ง เพื่อขอปรับเปลี่ยนโครงการในวงเงินเดิม โดยการใช้จ่ายนี้จะเป็นการใช้จากบัญชีการเลือกตั้งของพรรคที่จะมีทั้งเงินของกองทุนและเงินของพรรครวมอยู่

 นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าไม่ทราบถึงรายละเอียดของการจัดซื้อจัดจ้าง ทราบแต่เฉพาะวงเงินในการดำเนินการ แต่มาทราบในภายหลังว่าได้จ้างบริษัทเมซไซอะ บิซิเนส แอนด์ ครีเอชั่น จำกัด และบริษัทเกิดเมฆ ที่ร่วมกับ น.ส.วาศิณี ทองเจือ เจ้าของบริษัทแม็กเน็ท ซายน์ และจากการลงพื้นที่ พบว่ามีป้ายหาเสียงที่มีชื่อบริษัทเกิดเมฆเป็นผู้จัดทำติดตั้งอยู่

 นายอภิสิทธิ์ยังปฏิเสธว่า การยื่นคำคัดค้านของ กกต.ที่ระบุว่าการที่ กกต.จ้างบริษัททรัพย์อนันต์ ตรวจสอบความถูกต้องของรายงานการใช้จ่ายเงินกองทุนของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารไม่ได้ตรวจความถูกต้องของข้อเท็จจริง โดยกล่าวว่าไม่เป็นความจริง เพราะสิ่งที่ยืนยันได้คือจากรายงานประชุมของ กกต. ที่พิจารณาผลการตรวจสอบรายงานค่าใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองต่างๆ ในปี 2548 ที่ได้ระบุให้บริษัททรัพย์อนันต์ ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารไม่ว่าจะเป็นใบเสร็จรับเงิน เช็ค ใบกำกับภาษี พร้อมทั้งหากพบความผิดปกติก็ให้รายงานให้ กกต.ทราบ จึงถือได้ว่า กกต.สั่งให้บริษัททรัพย์อนันต์ตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองอย่างละเอียด โดยการใช้จ่ายที่มีปัญหาลักษณะดังกล่าวก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วกับการพัฒนาระบบไอทีของพรรค ตามแผนงานที่ได้รับการสนับสนุนในปี 2550 ที่พรรคได้นำเงินเหลือจ่ายไปใช้ในการซื้ออุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ซึ่งทางบริษัททรัพย์อนันต์เห็นว่า ไม่น่าจะทำได้และรายงานให้ กกต.ทราบ ซึ่งได้ให้ทางพรรคชี้แจงและคืนเงินจำนวน 3 แสนบาทในที่สุด

 “การดำเนินการตรวจสอบยืนยันว่า ตรวจสอบอย่างละเอียด การทักท้วงเป็นเรื่องปกติ แต่ก็เป็นในกรณีที่เห็นว่าการใช้จ่ายไม่ได้มีเจตนาทุจริต เพียงแต่ไม่เป็นไปตามแผนงานโครงการ ซึ่งหาก กกต.เห็นอย่างนั้นก็จะสั่งคืนเงิน และแนวปฏิบัติของ กกต. ไม่เคยวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำทื่ผิดกฎหมาย ถ้าพบว่าใช้จ่ายไม่ถูกต้องก็ให้ปฏิบัติตามมติกองทุนเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2547 ที่กำหนดให้พรรคต้องคืนเงินกองทุนใน 30 วันนับแต่รับแจ้งจากเลขานุการกองทุน แต่กลับไม่เกิดขึ้นกับกรณีนี้” นายอภิสิทธิ์กล่าว

 ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ยังเชื่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด เป็นความพยายามที่จะใส่ร้ายพรรคประชาธิปัตย์ โดยพยายามเชื่อมโยงผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบัน ที่มีตนและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งที่ขณะเกิดเหตุก็ทราบดีว่าตนและนายสุเทพไม่ได้มีตำแหน่งอะไรในพรรค และตนก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ได้เป็นคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับการทำป้ายใดๆ เลย ซึ่งการที่ กกต.จะยื่นเรื่องยุบพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนเห็นว่าก่อนดำเนินการต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงอย่างชัดเจน โดยจะต้องตั้งข้อหาให้ทราบอย่างละเอียด แต่ที่ผ่านมา กกต.แค่เชิญให้ตนไปให้ถ้อยคำเรื่องเซ็นรับรองงบดุลในปี 2548 เท่านั้น ส่วนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไม่เคยมี