
น้ำท่วมโคราชสังเวย5ศพศาลปค.ปิดทำการ
น้ำท่วมเทศบาลนครนครราชสีมา ผอ.ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย แจ้งเตือนปชช.ให้อพยพขึ้นที่สูง พบเสียชีวิตแล้ว 5 ราย ด้าน นายสถานีรถไฟโคราช เผย เปิดเดินขบวนรถไฟแล้ว 70 เปอร์เซ็นต์ ชี้หากปริมาณน้ำไม่เพิ่ม 19 ต.ค. เดินขบวนรถได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผบ.ทบ. สั่ง
(18ต.ค.) นายอำพน เจริญชีวินทร์ รองอธิบดีศาลปกครองนครราชสีมา ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิบดีศาลปกครองนครราชสีมา กล่าวว่า ในเขตพื้นที่ของจังหวัดนครราชสีมาในหลายอำเภอได้ประสบอุทกภัย ประกอบกับพื้นที่และเส้นทางคมนาคมบริเวณโดยรอบอาคารที่ทำการศาลปกครองนครราชสีมามีน้ำท่วมไม่สามารถเดินทางสัญจรไปมาได้ ส่งผลให้คู่กรณีและประชาชนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่สามารถเดินทางมาติดต่อราชการได้ ตลอดจนการให้บริการของศาลปกครองนครราชสีมามีข้อขัดข้องและอุปสรรคในการพิจารณาพิพากษาคดี จึงขอประกาศ ให้ปิดทำการศาลปกครองนครราชสีมา ตั้งแต่วันที่ 18-20ตุลาคม
สำหรับคดีที่ศาลนัดไต่สวน นัดพิจารณาหรือนัดอ่านคำพิพากษาและคำสั่งระหว่างวันดังกล่าว ให้เลื่อนออกไป โดยศาลจะมีหมายแจ้งให้คู่กรณีทราบในภายหลัง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าขณะนี้ที่จังหวัดนครราชสีมามีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ถูกน้ำพัดหายครั้งนี้แล้ว 5 ราย แบ่งเป็น อำเภอปากช่อง 1 ราย อำเภอสูงเนิน 2 ราย และอำเภอด่านขุนทด 2 รายและยังมีประชาชนติดอยู่ภายในบ้านเรือนที่ถูกน้ำท่วมอีกเป็นจำนวนมากหลายอำเภอ เช่น อ.ปักธงชัย,อ.สูงเนิน,อ.โชคชัย,อ.สีคิ้ว ,อ.ด่านขุนทด,อ.ปากช่อง ซึ่งระดับน้ำยังคงท่วมสูง
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระดับน้ำในลำตะคองซึ่งไหลผ่านตัวเมืองนครราชสีมา ได้เพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเอ่อล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนที่อยู่ริมสองฝั่งลำตะคองตลอดทั้งสาย ตั้งแต่อำเภอสีคิ้ว อำเภอสูงเนิน ถึงเขตเทศบาลนครนครราชสีมา ส่งผลให้บ้านเรือนหลายพันหลังคาเรือนเดือดร้อนอย่างหนัก โดยเฉพาะบริเวณถนนมิตรภาพ แยกนครราชสีมา น้ำในลำน้ำลำตะคองเอ่อทะลักเข้าท่วมโรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา และโรงเรียนเพาะชำ 4 เทศบาลนครนครราชสีมา นอกจากนี้ด้วยประมาณน้ำในลำตะคองมีปริมาณสูง ยังทำให้กำแพงของโรงพยาบาลเซนเมรี่ ที่อยู่ติดกับลำน้ำพังทลายลงมา ส่งผลให้น้ำทะลักเข้าท่วมภายในพื้นที่ของโรงพยาบาลอย่างรวดเร็ว
ขณะที่ยังมีผู้ป่วยและญาติ รวมถึงคณะแพทย์พยาบาลโรงพยาบาลติดอยู่ภายในโรงพยาบาลหลายร้อยชีวิต ขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ทำการลำเลียงผู้ป่วยและญาติ ออกจากโรงพยาบาลได้แล้วส่วนหนึ่ง แต่ยังมีอีกนับร้อยชีวิตที่ยังรอการช่วยเหลืออยู่ในโรงพยาบาล ทั้งนี้ผู้ที่ได้รับการขนย้ายออกจากโรงพยาบาลในเบื้องต้น จะเป็นผู้ป่วยหนัก ซึ่งขณะนี้นำผู้ป่วยที่ลำเลียงออกมาทั้งหมดส่งไปรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ-ราชสีมา ในเบื้องต้น จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลาย ขณะที่ปริมาณน้ำที่ทะลักเข้าท่วมลานจอดรถโรงพยาบาลซึ่งมีรถของญาติผู้ป่วยและแพทย์พยาบาลจอดอยู่จำนวนมากจมอยู่ในน้ำ โดยปริมาณน้ำสูง 1.50 เมตร
เช่นเดียวกันกับที่ถนนช้างเผือก เขตเทศบาลนครนครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ตั้งโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา น้ำลำตะคองเอ่อทะลักเข้าท่วมภายในโรงพยาบาลเกือบทั่วพื้นที่ทั้งหมดแล้ว ล่าสุดระดับน้ำสูงกว่า 1 เมตร เจ้าหน้าที่ต้องขนย้ายอุปกรณ์เครื่องมือแพทย์ และอพยพผู้ป่วยขึ้นไปอยู่อาคารสูง โดยกองทัพภาค 2 และเจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้นำรถบรรทุกขนาดใหญ่และเรือท้องแบนไปช่วยเหลือแล้ว
อย่างไรก็ตามทางโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา ฝากประชาสัมพันธ์มายังผู้ป่วยที่นัด หรือผู้ป่วยที่มารักษากับโรงพยาบาล ถ้าอา การไม่หนัก หรือยาที่แพทย์ให้ยังคงมีเหลือก็ควรที่จะเลื่อนนัดออกไปก่อน 1 สัปดาห์ หรือจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะคลี่คลาย แต่หากผู้ป่วยที่อาการหนักจำเป็นเดินทางมาที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ก็เตรียมรถบรรทุกขนาดใหญ่ไว้คอยบริการรับส่ง หากสงสัยโทรศัพท์ติดต่อสอบถามได้ที่เบอร์ 044-235071 ในวันเวลาราชการ
ทั้งนี้เมื่อกลางดึกที่ผ่านมาเวลาประมาณ 23.00 น.วานนี้(17ต.ค.) ศูนย์อำนวยการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยจ.นครราชสีมา ได้ออกประกาศฉบับที่ 3 แจ้งเตือนประชาชนในเขตเทศบาลนครราชสีมาที่อาศัยอยู่ริมฝั่งลำตะคอง และพื้นที่ใกล้เคียง ให้เตรียมรับมือน้ำที่กำลังไหลเข้าเมือง และอพยพสิ่งของเครื่องใช้ไปไว้ในที่สูง ซึ่งคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำจะเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอีก 70 เซนติเมตร
นายสมศักดิ์ เตียนพลกรัง นายสถานีรถไฟนครราชสีมา กล่าวว่า น้ำท่วมรางรถไฟระหว่างสถานีโคกกรวด อ.เมือง-สถานีตำบลกุดจิก อ.สูงเนิน-สถานีตำบลจันทึก-สถานีซับม่วง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ขณะนี้สถานการณ์เข้าสู่สภาวะปกติในช่วงเช้าวันนี้ (18ต.ค.) ทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้เปิดเดินรถไฟ โดยเที่ยวแรกเป็นขบวนรถรางธรรมดา ออกจาก จ.สิรินทร์-กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 05.00 น.วันนี้ โดยขบวนดังกล่าวแล่นผ่านเส้นทางที่ถูกน้ำท่วมได้แล้ว หลังจากปิดการเดินรถ 1 วัน ซึ่งจากการตรวจสอบสภาพรางรถไฟขณะนี้มั่นใจว่าเดินรถได้ประมาณ 70 เบอร์เซ็นต์ โดยในวันที่ 19 ต.ค. จะสามารถเปิดเดินขบวนรถได้ 100 เปอร์เซ็นต์ หากไม่มีน้ำหนุนเข้ามาเพิ่มอีก
เขื่อนจุฬาภรณ์รับไม่ไหวระบายทิ้งน้ำจ่อท่วมขอนแก่น
สถานการณ์น้ำท่วมล่าสุด ที่ จ.ชัยภูมิ ได้รับผลกระทบจากเขื่อนลำคันฉู อ.เทพสถิต ความจุกว่า 43 ล้าน ลบ.ม.รับน้ำไม่ไหว น้ำป่าบนเทือกเขาพังเหยทะลักล้นสันเขื่อนสูงกว่า 50 ซม. หลากเข้าท่วมบ้านเรือนราษฎรสูงกว่า 1 เมตร ในเขต อ.บำเหน็จณรงค์ และอ.จัตุรัส เสียหายขยายวงกว้างเพิ่มกว่า 3,000 หลังคาเรือน เนื้อที่การเกษตรเสียหายแล้วหลายหมื่นไร่ ทางจังหวัดต้องเร่งอพยพนับหมื่นหนีน้ำขึ้นสู่ที่สูงตลอด 24 ชม.
และในพื้นที่เขตอ.เมืองชัยภูมิ ได้รับผลกระทบเกิดน้ำป่าบนเทือกเขาภูแลนคาไหลหลากเข้าล้นสันเขื่อนลำปะทาว อ.แก้งคร้อ ตอนบน และเขื่อนลำปะทาวตอนล่าง เขตอ.เมืองชัยภูมิ ซึ่งมีความจุรวมกว่า 66 ล้าน ลบ.ม. มีระดับน้ำล้นสันเขื่อนซึ่งอยู่ในระดับที่เขื่อนไม่สามารถรับน้ำได้ไหวสูงเป็นประวัติการณ์แล้วกว่า 90 ซม. และต้องเร่งระบายน้ำออกเป็นการด่วน ซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบ 30 ปี ทางเทศบาลเมืองชัยภูมิ แจ้งเตือนประชาชนเตรียมรับมือน้ำท่วมใหญ่ในค่ำวันนี้ ให้ขนย้ายสิ่งของขึ้นสู่ที่สูงไว้ก่อนในช่วงนี้ ซึ่งมีระดับน้ำเริ่มไหลหลากจากเขื่อนลำปะทาวเข้าท่วมตัวเมืองเป็นวงกว้างสูงกว่า 50 ซม. ใน 25 ชุมชน แล้วหลายร้อยหลังคาเรือน
ล่าสุดฝั่ง อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ที่ตั้งเขื่อนจุฬาภรณ์ ได้ออกประกาศด่วนแจ้งเตือนประชาชน ให้เตรียมรับมือน้ำท่วมในพื้นที่เขตอ.คอนสาร,เกษตรสมบูรณ์,ภูเขียว และอ.บ้านแท่น จ.ชัยภูมิ และจ.ขอนแก่น เนื่องจากล่าสุดปริมาณน้ำในเขื่อนจุฬาภรณ์ ที่รับน้ำจากจากเทือกเขาภูเขียวที่ฝนตกต่อเนื่องมาหลายวันได้ทะลักเข้าจนล้นสันเขื่อนสูงกว่า 1 เมตร 10 ซม. ซึ่งมีความจุกว่า 188 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันทำให้เขื่อนรับน้ำไม่ไหวต้องเร่งระบายน้ำออกเป็นการด่วนมาตั้งแต่ช่วงเวลา 14.30 น.วันเดียวกัน
ซึ่งมีปริมาณน้ำที่ถูกปล่อยออกจากเขื่อนจุฬาภรณ์เป็นจำนวนมากกว่า 100,000 ลบ.ม.ต่อนาที เริ่มเข้าท่วมเขต.อ.เกษตรสมบูรณ์และอ.ภูเขียว บางส่วนแล้ว และในช่วง 1-2 วันนี้ ให้พื้นที่ดังกล่าวของจ.ชัยภูมิเตรียมรับมือน้ำท่วม และน้ำอีกจำนวนมากจะไปต่อเพื่อไปลงสู่ลำน้ำพรม-ลำน้ำซิญ เข้าท่วมสู่จ.ขอนแก่น อย่างเลี่ยงไม่ได้ต่อไปใน 2-3 วันนี้ตามมาด้วยเช่นกัน
ขณะที่สถานการณ์น้ำท่วมตัวเมืองลพบุรี ที่ปริมาณน้ำท่วมถนนสายพหลโยธิน ลพบุรี-สระบุรี ตั้งแต่หน้าพระบรมราชานุสาวรีสมเด็จพระนารายณ์มหารราช ถูกน้ำท่วมสูง และบริเวณดังกล่าวยังเป็นย่านเศษรฐกิจของจังหวัด เพราะมีห้างสรรพสินค้าอยู่หลายแห่งถูกน้ำท่วมสูงจนรถเล็กไม่สามารถผ่านได้ โดยผู้ที่เดินทางจากกรุงเทพจะเข้าเมืองลพบุรีให้ใช้ถนนเลี่ยงเมืองจะสะดวกว่า ที่หมู่บ้านในตำบลท่าศาลา และเขาสามยอดหลายหมู่บ้านถูกน้ำท่วม ต้องทนทุกอย่างหนักเพราะออกมาข้างนอกไม่ได้และน้ำเริ่มเน่าเหม็น
ด้านนายสันติ เหล่าบุญเสงี่ยม นายอำเภอบ้านหมี่ เปิดเผยว่า สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมลพบุรีวันนี้เข้าสู่วันที่ 3 แล้ว แต่สถานการณ์ยิ่งแย่ลง เพราะระดับน้ำยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอำเภอบ้านหมี่ และอำเภอโคกสำโรง ซึ่ง2อำเภอนี้อยู่ขั้นวิกฤต เพราะมีระดับน้ำท่วมสูงกว่า 12 เมตรแล้ว โดยอำเภอบ้านหมี่ที่ตำบลดงพลับ ชาวบ้านกว่า 1000 ครัวเรือนถูกตัดขาด เพราะมีระดับน้ำท่วมสูงกว่า 2 เมตรแล้วต้องใช้เรือในการสัญจรเพียงอย่างเดี่ยว
นายสันติ กล่าวต่อว่า ขณะที่ตำบลอื่นๆของอำเภอบ้านหมี่ ทั้งตำบลหนองเมือง ตำบลพุคา ตำบลบางกระพี้ จากคลองชลประทานได้ล้นสปิ๊งเวย์จากคลองชลประทานอนุสาสนันชัยนาท-ป่าสัก เข้าท่วมบ้านเรือนจนทางอำเภอและกำนันผู้ใหญ่บ้านต้องขนย้ายชาวบ้านออกมาอยู่ที่สูงแล้ว เนื่องจากระดับน้ำสูงอยู่ที่1.50-2 เมตร ทำให้นาข้าวที่กำลังออกรวงเหลืองอร่ามและจะเก็บเกี่ยวได้ในอีก2-3วัน กว่า 1 หมื่นไร่ถูกน้ำท่วมเสียหายจนหมดในพริบตา
ส่วนถนนสายบ้านหมี่-โคกสำโรง รถทุกชนิดใช้การไม่ได้แล้วหลังจากที่มีปริมาณน้ำท่วมสูงแล้มีกระแสน้ำที่แรง โดยตลอดทั้งคืนเจ้าหน้าที่ต้องทำงานอย่างหนักเนื่องจากว่าต้องคอยอำนวยความสะดวกและชี้แจงให้ผู้ใช้รถเปลี่ยนเส้นทาง และคอยช่วยเหลือผู้ขับขี่จักยานยนต์ หลังมีรถจักยานยนต์ถูกกระแสน้ำพัดหายไปหลายคัน ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ทหารจากกองพันจิตรวิทยา(พัน ปจว.)ของหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ต้องนำทหารที่มาช่วยอพยพชาวบ้านหนีน้ำแล้วก็ต้องมาช่วยงมรถขึ้นจากน้ำด้วย
นายสันติ เหล่าบุญเสงี่ยม นายอำเภอบ้านหมี่ สั่งให้เจ้าหน้าที่อาสาสมัครอริโย อำเภอบ้านหมี่ และเจ้าหน้าที่ตำรวจนำกรวยและแผงเหล็กมาปิดถนนบริเวณ ตำบลบางกระพี้ อำเภอบ้านหมี่ หลังน้ำไหลขึ้นมาท่วมบนถนนสายบ้านหมี่-โคกสำโรง เป็นทางยาวหลายกิโลเมตร ซึ่งระดับน้ำที่ท่วมบนถนนมีความสูงอยู่ที่ 30-50 ซม.และบางจุดสูงเกือบ 1 เมตร จนรถไม่สามารถวิ่งผ่านได้ต้องมีการทำป้ายให้วิ่งเส้นทางอื่นแทน
ขณะที่มีกลุ่มวัยรุ่นที่ขับขี่จักยานยนต์จำนวนมาก มักไม่ฟังคำเตือนทางเจ้าหน้าที่ขับขี่จักยานยนต์ผ่ากระแสน้ำเพื่อจะเข้าบ้านจนทำให้ตั้งแต่เช้าที่ผ่านมามีจักยานยนต์จำนวนหลายคันถูกกระแสน้ำพัดตกถนนแต่โชคดีที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิอริโยสามารถช่วยชีวิตขึ้นจากน้ำมาได้อย่างหวุดหวิด
ขณะที่ช่างภาพกำลังถ่ายภาพรถวิ่งบนถนนอยู่ก็มีวัยรุ่นขับจักยานยนต์ผ่ากระแสน้ำเข้าบ้านอีกคันแต่ก็ทานกระแสน้ำไม่อยู่ถูกพัดตกถนนไปทั้งคนทั้งรถแต่โชคดีมีตอไม้อยู่ในบริเวณดังกล่าวจึงรอดชีวิตในครั้งนี้มาอย่างหวุดหวิด(มีภาพนาทีชีวิตขณะที่จักยานยนต์ถูกกระแสน้ำพัดตกถนนด้วย)
ด้านน้ำท่วมอำเภอโคกสำโรง ทั้งหมด 13 ตำบลราษฎรเดือดร้อน 1,700 ครัวเรือน และที่สำคัญน้ำหลากเข้าท่วมในเขตเทศบาลตำบลโคกสำโรงซึ่งเป็นย่านเศษรฐกิจของอำเภอถูกน้ำท่วมสูงกว่า 50 ซม. ทำให้การค้าการขายหยุดชะงักไปหลายวัน ทำให้เสียรายได้จำนวนมาก
ยิ่งฝนตกตลอดต้องช่วยเฝ้าระวังเกรงว่าน้ำป่าจากเทือกเขาตะเภาจะหลากเข้าท่วมอีกระลอกหนึ่งทางเพราะที่เข้าท่วมอยู่น้ำป่ามาจากเทือกเขาหมูมันในเขตอำเภอสระโบสถ์ทาง อำเภอสั่งการให้ทาง กำนันผู้ใหญ่บ้านเฝ้าระวังและรายงานให้ทางอำเภอทราบทุกระยะ ขณะที่ตำบลถลุงเหล็ก เป็นจุดที่น่าห่วงมากที่สุดหลังพบว่าถูกตัดขาดเพราะน้ำท่วมสูง กว่า 1-2 เมตร และยังไม่มีท่าที่ที่จะลดลง ทำให้ชาวบ้านต่างต้อนสัตว์เลี้ยงขึ้นที่สูง เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อสัตว์ เช่น กระบือ โค สุกร และไก่ โดยจากรายงานมีสัตว์เลี้ยงที่หนีขึ้นมาที่สูงไม่ทันตายไปจำมากเช่นกัน
ส่วนการค้นหารถที่ถูกกระแสพัดหายไปในแม่น้ำลำสนธิเมื่อ2วันก่อน บริเวณทางหลวงหมายเลข 2247 ลำสนธิ-ปากช่อง ขณะนี้ทางอำเภอลำสนธิร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ มูลนิธิพงไล้ 16 ทหารหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษร่วมกันใช้เรือท้องแบนค้นหาคาบน้ำมันและใช้ท่อและไม้พายและประดาน้ำค้นหาจนบัดนี้ใช้เวลากว่า 48 ชั่วโมงแล้ว เจ้าหน้าที่พบหลังคารถแล้วแต่ยังไม่สามารถกู้ขึ้นมาได้ เนื่องจาก กระแสน้ำยังไหลแรงและกำลังตรวจสอบว่ามีผู้ติดในรถหรือไม่
ด้านแม่น้ำป่าช่วงไหลผ่านอำเภอชัยบาดาลขณะนี้เริ่มล้นตลิ่งเข้าท่วมตำบลบัวชุมบางส่วน ตำบลท่ามะนาวและเริ่มท่วมวัดท่ามะนาวแล้ว ถนนท่าหลวงชัยบาดาล-ด่านขุนทด ที่ผ่านอ่างเก็บน้ำเขื่อนป่าสักบริเวณก่อนข้ามสะพานท่าหลวงน้ำท่วมสูงถึงบ้านถนนโค้งชัยบาดาลรถเล็กผ่านลำบาก
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ได้สั่งศูนย์บรรเทาสาธารณภัยทุกกองทัพภาคไปแล้ว และได้จัดหน่วยลงไปรับผิดชอบพื้นที่ โดยที่กองทัพบกจัดเตรียมแผนไว้รองรับนานแล้ว ฉะนั้นในแต่ละพื้นที่มีชุดบรรเทาสาธารณภัยเคลื่อนที่เร็ว ปัญหาที่หนักที่สุดอยู่ที่พื้นที่กองทัพภาค 2 ประมาณ 15 จังหวัด โดยมีปริมาณน้ำประมาณ 50 เซนติเมตร - 1 เมตร ขณะนี้ได้นำยานพาหนะ เรือยาง และเจ้าหน้าที่เข้าไปลำเลียงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน อย่างไรก็ตามศูนย์บรรเทาสาธารณภัย หน่วยราชการ และฝ่ายพลเรือน ได้ลงไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ แต่ประชาชนคงลำบากอีกสักระยะ สำหรับข้อห่วงใยคืออาหาร น้ำดื่ม และเครื่องใช้ที่จำเป็น จึงขอความร่วมมือกับประชาชนช่วยกันบริจาคไปยังศูนย์บรรเทาสาธารณภัยของแต่ละกองทัพภาคด้วย เพื่อเป็นการแสดงน้ำใจถึงความห่วงใยของคนไทยที่มีต่อพี่น้องคนไทยด้วยกันที่ได้รับความเดือดร้อน
“หน่วยทหารทุกหน่วยที่มีแพทย์ และพยาบาล จัดส่งไปช่วยเหลือประชาชนในขั้นต้น ซึ่งกองทัพจะช่วยเหลือประชาชนเต็มที่ในเบื้องต้น หลังจากนั้นจะส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบโดยตรง ส่วนทหารก็ช่วยเหลือในขั้นตอนต่อไป โดยเฉพาะการจัดเตรียมยานพาหนะในการขนย้ายประชาชน ส่วนถนน หรือ สะพาน ชำรุด ก็จะทหารช่างเข้าไปสร้างสะพานเพื่อให้มีการเคลื่อนย้ายได้ชั่วคราว สำหรับพื้นที่ที่เข้าไปไม่ถึงนั้น ทหารก็จะพยายามเข้าไป โดยมีการจัดเฮลิคอปเตอร์เข้าไปสำรวจดูประชาชนที่ติดค้างในพื้นที่ต่าง ๆ โดยจะต้องนำประชาชนออกมาอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย ขณะเดียวกันได้มีการติดตามปริมาณน้ำที่ท้ายเขื่อนแม่น้ำเจ้าพระยาทุกวัน โดยประสานงานกับทางกรมชลประทาน ส่วนวัดวาอาราม และโบราณสถานที่สำคัญต่าง ๆ ก็ได้เตรียมการป้องกันเช่นกัน ทั้งนี้เราจะจัดแบ่งเจ้าหน้าที่หลายส่วน ทั้งการช่วยเหลือประชาชนเบื้องต้น การขนย้ายลำเลียง การดูแลเรื่องน้ำอาหาร การดูแลเกี่ยวกับโรคระบาด โดยมีการจัดส่งแพทย์เข้าไปประจำแต่ละจุด รวมถึงการจัดเจ้าหน้าที่ทหารร่วมกับตำรวจในการดูแลโจรขโมยที่อาศัยจังหวะดังกล่าวเข้าไปลักขโมย” พล.อ.ประยุทธ์ ระบุ



