ข่าว

ต้นเหตุคอรัปชั่นคือ ข้าราชการมี“หนี้สิน”หรือเปล่า ?

ต้นเหตุคอรัปชั่นคือ ข้าราชการมี“หนี้สิน”หรือเปล่า ?

18 ต.ค. 2553

กลางเดือนกันยายนนี้เอง.. สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ที่มี นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม เป็นผู้อำนวยการ รายงานผลการสำรวจภาวะการครองชีพของข้าราชการพลเรือนสามัญประจำปี 2553 ว่าครอบครัวข้าราชการทุกประเภทและระดับตำแหน่งมีหนี้สิ้น 84.1% ข้าราชการทั้งหมดมีหนี้สินโดยเ

 ในจำนวนนี้พบว่าครอบครัวข้าราชการมากกว่าครึ่งหนึ่งหรือ 56.4 เป็นหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย รองลงมา 15.2% เป็นหนี้เพื่อซื้อหรือซ่อมแซมยานพาหนะอีก 13.3% เป็นหนี้เพื่อใช้จ่ายในการอุปโภคบริโภค หนี้สินเพื่อการศึกษา 3.9% และหนี้เพื่อการลงทุนในธุรกิจในครอบครัว 5.8%  นอกจาก สสช.แล้วหน่วยงานอื่นอีก 2 แห่งก็สำรวจด้วย ผมดูตัวเลขแล้วใกล้เคียงกันจึงขอยึดของ สสช.เป็นหลักนะครับ

 ที่ผมหยิบเรื่องนี้มาพูดถึงเพราะในเดือนพฤศจิกายนนี้ ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมระดับโลกว่าด้วยเรื่องการต่อต้านการทุจริต และเห็นว่าตอนนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนเสนอทางการแก้ปัญหาคอรัปชั่นกันหลายแนว แต่ยังไม่ตรงใจผม เช่น ภาคเอกชนระบุว่าปัจจุบันมีการเรียกรับเงินใต้โต๊ะมากขึ้น ภาครัฐอย่างคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก็บอกว่า ถ้างั้นต้องปรับปรุงระบบการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการกำหนดราคากลางในการประมูล และ ฯลฯ เสียใหม่ให้รัดกุม แต่ผมยังไม่ได้ยินใครคิดจะช่วยเหลือ “ข้าราชการ” กลไกสำคัญของรัฐ ที่จะอาจทำให้เกิดการคอรัปชั่นเลยแม้แต่คนเดียว

 ผมจำได้ว่า ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ เคยแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับข้าราชการเอาไว้เมื่อเดือนเมษายนปีนี้ว่า เรามีข้าราชการทั้งหมดอยู่ประมาณ 2 ล้านคนมากเกินความจำเป็น ควรลดลงให้ได้สัก 30% หรือ 6 แสนคนภายใน 3 ปี ดร.ไตรรงค์บอกว่าทุกวันนี้เงินงบประมาณในแต่ละปีจ่ายเป็นเงินเดือน สวัสดิการและงบสำหรับชำระหนี้ราว 2 ล้านล้านบาท หากไม่ลดข้าราชการลงอีก 10 ปีข้างหน้า รัฐบาลในอนาคตจะไม่มีเงินลงทุนด้านอื่น...

 ได้ยินข่าวนั้น ใจผมก็ห่อเหี่ยวแทนข้าราชการที่กำลังทำงานอาจถูกหวยให้ออกโดยไม่รู้ตัว และเหี่ยวแทนเด็กรุ่นใหม่ที่เรียนกันหัวแทบระเบิดที่ไม่รู้ว่าจบมาแล้วจะไปหางานราชการที่ไหนทำ คณะรัฐมนตรีก็เคยมีมติเอาไว้จะไม่เพิ่มหน่วยงานขึ้นมาใหม่ จะบรรจุข้าราชการในตำแหน่งที่สำคัญและจำเป็นเท่านั้น ที่เหลือให้รับเข้ามาเป็น “พนักงานราชการ” ที่ต้องต่ออายุเป็นครั้งคราว ขนาดข้าราชการครูที่มีความสำคัญต่อเยาวชนของชาติยังบรรจุเป็นข้าราชการไม่ได้ แล้วครูคนไหนจะมีกำลังใจสอนหนังสือให้เด็กๆ กันได้เล่า เมื่อมาเจอข่าวเตรียมลดข้าราชการลง ผมก็ยิ่งเหี่ยวหนักเข้าไปอีก. .

 ผมไม่เห็นด้วยกับการลดจำนวนข้าราชการนะครับ ผมอยากให้รัฐบาลพิจารณาว่าหน่วยงานต่างๆ ของรัฐในขณะนี้ ว่ามีกี่หน่วยงานที่ทำงานซ้ำซ้อนกันอย่างการสำรวจความเป็นอยู่ของข้าราชการที่ทำแข่งกันนี่ก็หนึ่งละหรืออย่างกรมชลประทาน กับกรมทรัพยากรน้ำที่อยู่กันคนละกระทรวง แต่มีหน้าที่เหมือนกันนั่นก็อีกหนึ่ง รัฐวิสาหกิจหรือองค์การมหาชนที่ตั้งขึ้นแล้วทำงานไม่ได้ผล สร้างหนี้สินให้รัฐบาลอยู่ตลอดก็ไม่น่าจะเอาไว้ ตอนนี้รัฐบาลต้องหันมาให้ความช่วยเหลือข้าราชการครับ ไม่ใช่คิดจะฆ่าเขา แต่ไม่ใช่ช่วยด้วยการล้างหนี้หรือเพิ่มเงินเดือนให้หรอกนะครับ

 ดูจากตัวเลขของ สสช.จะเห็นว่าหนี้อันดับหนึ่งคือที่อยู่อาศัย อันดับสองคือยานพาหนะ ก็ควรแก้สองเรื่องนี้ก่อน อย่างแฟลตการเคหะแห่งชาติที่ขายไม่ออกเหลืออยู่บานเบอะนั่น รัฐบาลน่าจะซื้อให้เป็นบ้านสวัสดิการให้แก่ข้าราชการ เหมือนตำรวจทหารเขาสร้างแฟลตให้คนของเขาอยู่ แล้วก็เหมารถจาก ขสมก.ให้รับส่งข้าราชการจากที่อยู่อาศัยไปยังที่ทำงาน แทนที่จะปล่อยให้ข้าราชการไปผ่อนบ้าน-ผ่อนรถยนต์จนเป็นหนี้ท่วมหัวอย่างนี้ คนเราเมื่อเข้าตาจนก็จำใจต้อง “หารายได้พิเศษ” ด้วยการฉ้อราษฎร์บังหลวงอย่างที่ สสช.ไปสำรวจพบนั่นแหละ…

 เพื่อนผมเปิด ร้านข้าวราดแกงในศูนย์อาหาร มักให้ลูกจ้างกินข้าวจนอิ่มแปล้ จึงจะให้ตักข้าวราดแกงขาย มันบอกคนที่กินอิ่มแล้วเวลาตักข้าวราดแกงขายจะตักไม่มากครับ ดร.ไตรรงค์

ภาณุมาศ ทักษณา