
เล็งแก้หนี้นอกระบบรอบ2ต้นปีหน้าคลังดันตั้งไมโครไฟแนนซ์เปิดทางแบงก์เอกชนร่วมหุ้น
"กรณ์ ปลื้มโครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบฉลุยไร้ปัญหาหนี้เอ็นพีแอล เตรียมเปิดโครงการ 2 ต้นปีหน้า พร้อมเดินหน้าตั้งไมโครไฟแนนซ์เล็งดึงแบงก์เอกชนร่วมทุนบริษัทลูกไปรษณีย์ไทย ระบุต้องใช้เวลาสร้างความเชื่อมั่น หวั่นมีปัญหาเหมือนแบงก์ที่ตั้งเร็วในอดีต
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การแก้ไขหนี้นอกระบบที่ดำเนินการโดยธนาคารออมสินและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จและช่วยให้ประชาชนบางส่วนเข้าถึงการเงินในระบบและเสียดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำลงอย่างมาก โดยพบว่าปัญหาหนี้เสียหรือเอ็นพีแอลของโครงการนี้แทบไม่เกิดขึ้นเลย ส่วนของออมสินปล่อยไปกว่า 1 แสนรายเกิดหนี้เสียเพียง 1 ราย แต่ในที่สุดก็กลับมาชำระหนี้ตามปกติ ส่วนของ ธ.ก.ส.ยังไม่มีเอ็นพีแอลเกิดขึ้นแม้แต่รายเดียว ทำให้กระทรวการคลังเตรียมเปิดโครงการแก้หนี้นอกระบบรอบ 2 ภายในต้นปีหน้านี้
“โครงการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบถือว่าสามารถดำเนินการได้ตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ว่าประชาชนกลุ่มนี้มีศักยภาพในการชำระหนี้แต่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ จากเดิมที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยที่สูงกว่าเดือนละ 10% เมื่อเข้าสู่โครงการแก้ไขหนี้สินนอกระบบทำให้เสียดอกเบี้ยต่ำเหลือเพียงเดือนละ 1% เท่านั้น และยังสามารถสะท้อนถึงศักยภาพการกลั่นกรองลูกค้าของแบงก์รัฐที่ร่วมโครงการในระดับที่ดีตามมาตรฐานที่วางไว้” นายกรณ์กล่าว
ส่วนการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินได้มากขึ้นนั้น กระทรวงการคลังยืนยันในหลักการที่จะตั้งบริษัทลูกของบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ขึ้นมาเพื่อดำเนินกิจการธนาคารเพื่อรายย่อยหรือไมโครไฟแนนซ์ตามที่ได้ขออนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว เนื่องจากเชื่อมั่นในศักยภาพของเครือข่ายสาขาและการให้บริการที่สามารถเข้าถึงประชาชนได้ทุกพื้นที่ของประเทศไทย ซึ่งคณะทำงานได้รายงานผลการศึกษาเบื้องต้นแล้วพบว่าอาจไม่จำเป็นต้องให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้งออมสินและ ธ.ก.ส.เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นร่วม เนื่องจากการถือหุ้นระหว่างรัฐวิสาหกิจจะมีขั้นตอนที่ยุ่งยากจึงเตรียมเปิดรับธนาคารพาณิชย์เอกชนที่มีความสนใจเข้าร่วมลงทุนกับบริษัทลูกบริษัทไปรษณีย์ไทย
“หลังจากที่ ครม.อนุมัติในหลักการที่เราขอไปแล้วได้ให้กระทรวงการคลังทำการบ้านเพิ่มเติมว่าควรมีทางเลือกในการดำเนินการอย่างไรบ้าง ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าการดำเนินการต้องอยู่ภายใต้บริษัทลูกของไปรษณีย์ไทยและจะเปิดกว้างให้เอกชนที่สนใจเข้ามาถือหุ้นเพื่อทำธุรกรรมไมโครไฟแนนซ์ แต่ขั้นตอนการดำเนินงานคิดว่าคงใช้เวลาอีกสักระยะ เนื่องจากการทำแบงก์ขึ้นมาหนึ่งแบงก์ความเชื่อมั่นถือว่ามีความสำคัญมาก หากเร่งทำอาจจะเกิดปัญหาเหมือนการเร่งตั้งเอสเอ็มอีแบงก์ในอดีตที่ผ่านมา” นายกรณ์กล่าว



