ข่าว

สนพ.เดินหน้าพลังงานทดแทนศึกษาชุมชนต้นแบบเมืองเบียร์

สนพ.เดินหน้าพลังงานทดแทนศึกษาชุมชนต้นแบบเมืองเบียร์

18 ต.ค. 2553

ราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันที่ต้องสูญเสียเงินตราจำนวนมากขึ้น ต่างพากันปรับตัวด้วยการหาช่องทางที่จะลดการพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงกันอย่างมาก ประเทศเยอรมนีถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการปรับตัวอย่างต่อเนื่

จนสามารถพัฒนาหมู่บ้านที่เป็นต้นแบบในการใช้พลังงานชีวภาพที่ขึ้นชื่อ และกลายเป็นแหล่งศึกษาดูงานของหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ จึงทำให้สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เลือกเอา “หมู่บ้านยึนห์เดอ” เป็นหนึ่งในแหล่งศึกษางานด้านพลังงานทดแทน

 หมู่บ้านดังกล่าวเป็นหมู่บ้านพลังงานชีวภาพแห่งแรกในประเทศเยอรมณี เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2001 โดยมีเป้าหมายจะผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้าจากชีวมวล แทนการใช้น้ำมัน และเริ่มผลิตพลังงานได้ในเดือนกันยายน 2005 ในหมู่บ้านมีการสร้างโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพขึ้น เพื่อผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้าร่วมกันจากมูลสัตว์และเศษวัสดุเหลือทิ้งของพืชผลต่างๆ โดยในช่วงฤดูหนาวที่มีความต้องการพลังงานความร้อนสูงจะมีการใช้เศษไม้เป็นเชื้อเพลิงเสริมสำหรับหม้อไอน้ำ ความร้อนที่ผลิตได้จะถูกส่งไปยัง 145 ครัวเรือน ผ่านเครือข่ายท่อส่งความร้อนของเขต ส่วนไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมดจะถูกส่งเข้าระบบไฟฟ้าสาธารณะ

หัวใจสำคัญต้องดึงชุมชนร่วม

 “วีระพล จิระประดิษฐ์กุล” ผู้อำนวยการสนพ.กล่าวว่า เยอรมนีเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันสูงคล้ายกับประเทศไทย และมีทรัพยากรที่จะนำมาใช้ในเรื่องพลังงานทดแทนคล้ายกันด้วย เช่น เศษวัสดุจากภาคการเกษตร มูลสัตว์ที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ ซึ่งภาครัฐก็มีความจริงจังกับการพัฒนาพลังงานทดแทนมาก เพราะมองเห็นโอกาสและศักยภาพในด้านเศรษฐกิจ รวมทั้งการลดภาวะโลกร้อน จึงมีเป้าหมายชัดเจนในการดำเนินการ โดยมีการออกกฎหมายขึ้นมาสนับสนุนโครงการพลังงานทดแทน

 หมู่บ้านยึนห์เดอ ถือเป็นหมู่บ้านสาธิตที่พยายามลดการพึ่งพาน้ำมันมาใช้พลังงานทดแทน ซึ่งต้องได้รับความร่วมมือจากประชาชนในหมู่บ้าน มีการดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านระบบสหกรณ์ เรื่องนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญสำหรับการดำเนินโครงการทุกโครงการที่มีผลกระทบต่อชุมชน และหมู่บ้านนี้ทำสำเร็จได้ด้วยดี โดยเดิมเกษตรกรขายผลผลิตให้แก่ตลาดทั่วไป แต่ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแนวคิดเป็นผลิตสินค้าพลังงาน ขณะที่ทำให้หมู่บ้านพึ่งพาพลังงานทดแทนราคาถูกที่ใช้วัตถุดิบภายในชุมชน นับเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน

 เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์โครงการของหมู่บ้านยึนห์เดอในวัย 70 ปี อธิบายว่า การดึงชุมชนเริ่มต้นด้วยการพูดคุยกับผู้คนในหมู่บ้านให้เข้าใจถึงวัตถุประสงค์ และผลประโยชน์ที่ทุกคนจะได้รับจากการดำเนินโครงการ ซึ่งมีทั้งเรื่องการประหยัดเงินจากการต้องซื้อน้ำมันมาผลิตพลังงานความร้อนและพลังงานไฟฟ้า โดยหันมาพึ่งพลังงานทดแทนที่มีชุมชนเป็นเจ้าของ และยังช่วยเรื่องการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่นำไปสู่ภาวะโลกร้อน

 “ประโยชน์จากโครงการไม่ได้เน้นเรื่องเงิน แต่เป็นเรื่องปฏิสัมพันธ์ในชุมชน เรื่องคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความมั่นคงทางพลังงานมากขึ้น ซึ่งโครงการนี้เราทำให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น เข้ามาช่วยกันคิดศึกษาปัญหา เพื่อให้ทุกครัวเรือนมีส่วนร่วม ไม่ใช่แค่รัฐโยนเงินมาให้แล้วลงมือทำโครงการได้ แต่ต้องทำความเข้าใจหลายครั้ง กว่าประชาชนจะเห็นชอบตรงกัน” เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าว

 ผู้อำนวยการ สนพ.กล่าวถึงการดำเนินโครงการในเมืองไทยว่า การใช้ไบโอแมส หรือไบโอก๊าซในเมืองไทยก็ก้าวหน้าไปไม่น้อย แต่ในบ้านเราอาจไม่ครบวงจร ซึ่งตอนที่เข้าไปดำเนินโครงการก็ต้องเน้นให้ความรู้ชาวบ้าน โดยเฉพาะผู้นำ เพื่อให้เกิดความร่วมมือเหมือนกัน ต้องทำให้ชาวบ้านรู้ประโยชน์จากการใช้พลังงานทดแทน โดยทาง สนพ.เริ่มทำจากพื้นที่เล็กๆ เพื่อให้เป็นตัวอย่าง จากนั้นเมื่อชาวบ้านเห็นประโยชน์ก็จะง่ายขึ้นในการขยายเครือข่ายออกไป

 ส่วนสำคัญที่ทำให้หมู่บ้านยึนห์เดอประสบความสำเร็จอีกปัจจัยหนึ่งก็คือ เรื่องกฎหมายที่สนับสนุน โดยรัฐบาลเยอรมนีมีเป้าหมายชัดเจนในการลดการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีการสนับสนุนเงินทุนเต็มที่ หากโครงการใช้มูลสัตว์เยอะขึ้น ก็จะได้เงินสนับสนุนเพิ่มขึ้นตามสัดส่วน เพราะกฎหมายต้องการให้ใช้สิ่งที่เหลือหรือเศษซากจากการเกษตร ซึ่งในเมืองไทยก็มีการให้แรงจูงใจกับภาคเอกชนเข้ามาทำโครงการเหมือนกัน แต่ใช้ในเรื่องของแอดเดอร์เข้ามาแทน

นำต้นแบบประยุกต์ใช้ในไทย

 “ปัญหาของบ้านเราคือ เชื้อเพลิงไม่เพียงพอ ต้องมีการกระจายความเสี่ยงให้ใช้ได้หลายตัว แต่ตัวนำก็เป็น ข้าวโพด มันสำปะหลัง และไม้โตเร็ว อีกส่วนหนึ่งที่เราแตกต่างกับเยอรมนีคือ ลักษณะการนำไปใช้ ในเมืองไทยไม่จำเป็นต้องใช้เรื่องพลังงานความร้อน เพราะอากาศไม่ได้หนาวจัด เราจึงต้องประยุกต์นำมาใช้ให้เหมาะสม โดยนำมาใช้ในเรื่องของก๊าซหุงต้มแทน” วีระพล อธิบายเพิ่มเติม

 อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีการวางแผนเรื่องพลังงานทดแทนเอาไว้ แต่ก็ยังไม่มีการจัดระเบียบที่ชัดเจนมากนัก เพราะไม่คิดว่าจะได้รับความสนใจอย่างมาก ซึ่งปัจจุบันก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับนโยบายให้มากขึ้น เช่น การจะนำเอาระบบฟีดอินทารีฟส์ มาใช้ทดแทนระบบแอดเดอร์ หรือค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่มเช่นเดียวกับประเทศเยอรมนี โดยในส่วนของแอดเดอร์ที่จะมีการปรับเป็นโครงการแรก คือ การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ โซลาร์เซลล์ ซึ่งขณะนี้มีผู้ประกอบการมาเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก เพราะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ และมีการพัฒนาเทคโนโลยีจนทำให้อุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าลดลง ส่งผลมีกำไรสูง

 วีระพลกล่าวว่า แนวคิดในการส่งเสริมพลังงานทดแทนของ สนพ.จะพยายามให้มาจากแนวคิดของชาวบ้านเองว่าต้องการอะไร และจัดการกันเอง เช่นเดียวกับที่ไปดูงานในหมู่บ้านพลังงานชีวภาพยึนห์เดอ ล่าสุด สนพ. ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ลงไปศึกษาเพื่อให้เกาะกูดเป็นเกาะแห่งพลังงานทดแทน หรือ กรีนไอแลนด์ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลสำหรับการผลิตไฟฟ้าบนเกาะ โดยศึกษาพลังงานทดแทนทุกรูปแบบ ทั้งโซลาร์เซลล์จากน้ำตก แต่เป็นเกาะเพื่อการท่องเที่ยวยังมีความจำเป็นต้องใช้น้ำมันดีเซล เพื่อเป็นน้ำมันสำรองผลิตไฟฟ้า

 การพัฒนาพลังงานทดแทนในเมืองไทยนั้น แม้ศักยภาพและวัตถุดิบจะไม่แตกต่างกับเยอรมนีมากนัก แต่ในบ้านเรายังขาดความต่อเนื่องในการพัฒนา ไม่จริงจังกับการนำเสนอให้ประชาชนได้เห็นถึงประโยชน์ของพลังงงานทางเลือก สิ่งที่สำคัญคือ การเมืองที่เป็นผู้กำหนดนโยบายต้องมีแผนสนับสนุนต่อเนื่อง รวมทั้งการออกกฎหมายบังคับใช้ให้เกิดความร่วมมือในภาคส่วนหลัก